วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

เกอิชา นาฏนารี #18: เกอิชากับการแสดงในที่สาธารณะ

     ในสมัยก่อน เหล่าเกอิชามีความตั้งใจที่จะรักษาศิลปะของตนเองให้คงอยู่ต่อไปอย่างเป็นความลับ จึงมีการแสดงศิลปะเฉพาะในสถานที่ส่วนตัว แต่ปัจจุบันเกอิชาเริ่มปรับตัวโดยให้มีการแสดงศิลปะในที่สาธารณะมากขึ้น ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการให้ความบันเทิงด้วยศิลปะของเกอิชาได้โดยไม่ต้องมีพิธีรีตอง หรือการแนะนำต่อๆ กันไปด้วยก็ได้ (สมัยก่อนเกอิชาจะให้บริการเฉพาะแขกที่เคยมาใช้บริการแล้ว คนนอกที่ต้องการเข้าถึงศิลปะของเกอิชา จึงต้องผ่านการแนะนำชักชวนโดยคนที่เคยมาแล้วเท่านั้น)

     รูปแบบทั่วไปที่สุดของการแสดงศิลปะในที่สาธารณะของเกอิชาคือ Odori (踊/をどり) ในเกียวโต จะเป็นการแสดงร่วมกันของไมโกะ (舞妓 : เกอิชาฝึกหัด) และเกโกะ (芸子 : ชื่อเรียกเกอิชาในสำเนียงคันไซ) ทุกๆ เขตเกอิชาในเกียวโตจะมี Odori แบบเฉพาะของตนเอง โดยจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ยังมีงานนิทรรศการเกียวโต ที่จัดขึ้นตั้งแต่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1872 มีการแสดงมากมาย และที่สำคัญคือตั๋วราคาไม่สูงเกินไปนัก โดยประมาณคือ 1,500-4,500 เยน ซึ่งตั๋วราคาแพงที่สุดจะรวมราคาค่าเข้าชมพิธีชงชา (茶道 : Chadou) ที่ทำการแสดงโดยไมโกะก่อนที่การแสดง Odori จะเริ่มต้นขึ้น นอกจากนี้ เขตเกอิชาในจังหวัดอื่นๆ ก็มีการแสดงในที่สาธารณะเช่นกัน เช่นบางเขตในโตเกียว ที่แม้จะมีการแสดงในที่สาธารณะบ้างแต่ก็ยังน้อยกว่าที่เกียวโต

งาน Odori ในเขตเกอิชาทั้ง 5 เขต ของเกียวโต
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Onozomi)
Miyako Odori (都をどり) ในเขต Gion Kobu (祇園甲部)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Mboogiedown-japan on Blogspot)
Gion Odori (祇園をどり) ในเขต Gion Higashi (祇園東)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก 京都いいとこ動画 KyotoiitokoVideo on Youtube)
Kyou Odori (京をどり) ในเขต Miyagawa-chou (宮川町)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Kamogawa-odori.com)
Kamogawa Odori (鴨川をどり) ในเขต Ponto-chou (先斗町)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Usagi-yado)
Kitano Odori (北野をどり) ในเขต Kamishichiken (上七軒)

     อีกหนึ่งการแสดงในที่สาธารณะเด่นๆ ก็คือเทศกาลดอกพลัม หรือ Baikasai (梅花祭) เหล่าไมโกะและเกโกะจากเขต Kamishichiken (上七軒) ในเกียวโตจะแสดงพิธีชงชาแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น และเสิร์ฟชานั้นให้กับแขกประมาณ 3,000 คนที่ซื้อตั๋วเข้าร่วมงานมาก่อนหน้านี้ เทศกาลนี้จัดขึ้นในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ของทุกปี โดยจะไม่จัดในห้องชงชาเหมือนพิธีชงชาทั่วไป แต่จะจัดในสถานที่คล้ายซุ้มกลางแจ้ง เป็นการชงชาในสถานที่แบบเปิดโล่ง เรียกว่า 野点 (Nodate) ซึ่งสถานที่ที่ใช้จัดก็คือศาลเจ้า Kitano Tenman-guu (北野天満宮) ในเกียวโตนั่นเอง

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Discoverkyoto
Baikasai 

     ต่อมาในปี ค.ศ.2010 เกอิชาจากเขต Kamishichiken ในเกียวโตนี้ยังได้มีการจัดลานเบียร์ที่โรงละคร Kamishichiken (上七軒歌舞練場 : Kamishichiken Kaburenjou) ช่วงระหว่างฤดูร้อน คือประมาณเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนกันยายน และยังมีลานเบียร์อีกแห่งหนึ่งในเขต Gion Kobu ซึ่งงานเหล่านี้จะมีการแสดงจากเหล่าไมโกะและเกโกะอยู่เป็นประจำ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #18: Hiroshima Okonomiyaki

     Okonomiyaki (お好み焼き) เปรียบเสมือนเป็นแพนเค้กแบบเผ็ดสไตล์ญี่ปุ่น ประกอบไปด้วยวัตถุดิบหลากหลาย ชื่อ Okonomiyaki มีที่มาจากคำว่า Okonomi ที่แปลว่า "คุณชอบอย่างไร" หรือ "คุณชอบอะไร" และคำว่า Yaki ที่แปลว่า "ย่าง" ซึ่ง Okonomiyaki นั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่นแถบ Kansai หรือ Hiroshima ส่วนที่โรยหน้าและเนื้อแป้งจะมีความแตกต่างกันไปตามพื้นที่การผลิต โดยในโตเกียวจะมี Okonomiyaki รูปแบบเฉพาะที่เป็นกึ่งของเหลว เรียกว่า Mojayaki (もんじゃ焼き)

     ใน Hiroshima การจัดจานของ Okonomiyaki จะมาในลักษณะเป็นชั้นๆ มากกว่าที่จะผสมวัตถุดิบไปโดยตรง โดยทั่วไปแล้วจะประกอบไปด้วยแป้ง กะหล่ำปลี เนื้อหมู และวัตถุดิบเพิ่มเติมอื่นๆอย่างปลาหมึกและชีส มีการใช้เส้นยากิโซบะหรือเส้นอูด้งมาโรยหน้า เสิร์ฟพร้อมกับไข่และซอสเฉพาะของ Okonomiyaki

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.iceorrice.com)
Hiroshima Okonomiyaki

ตำรับ Hiroshima Okonomiyaki
ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที
สำหรับ 2 ที่

วัตถุดิบ
ส่วนผสมหลัก
     1. น้ำสะอาด 150 มิลลิลิตร (2/3 ถ้วยตวง)
     2. มิริง 1 ช้อนชา
     3. แป้งอเนกประสงค์ 100 กรัม
     4. กะหล่ำปลี 240 กรัม (ประมาณ 3 ใบใหญ่)
     5. ต้นหอม 1 ต้น
     6. Katsuobushi (ผงปลา Bonito อบแห้ง) 2 ช้อนโต๊ะ
     7. Tenkasu/Agedama (แป้งทอด) 4 ช้อนโต๊ะ
     8. ถั่วงอก 60 กรัม (1 กำมือ)
     9. สาหร่าย Kombu 2 ช้อนโต๊ะ
     10. เนื้อหมูหั่นบาง 6 ชิ้น
     11. เส้นยากิโซบะ
     12. ไข่ 2 ฟองใหญ่

ส่วนผสมส่วนโรยหน้า
     1. ซอส Okonomiyaki (ดูสูตรซอสทำเองที่เคล็ดลับด้านล่าง)
     2. มายองเนสญี่ปุ่น
     3. Aonori (สาหร่ายสีเขียวอบแห้ง)
     4. ขิงแดงดอง

วิธีทำ
     1. เตรียมวัตถุดิบทั้งหมดให้พร้อม
     2. เทนำ้สะอาดและมิริงลงในชามผสม
     3. เทแป้งตามลงไปแล้วตีให้เข้ากัน จากนั้นนำส่วนนี้เข้าตู้เย็นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง จะทำให้เนื้อแป้งเหนียวนุ่ม
     4. ระหว่างรอ ให้หั่นกะหล่ำปลีและต้นหอมเป็นชิ้นเล็กๆ มีดยิ่งคมจะยิ่งช่วยให้หั่นกะหล่ำปลีเป็นเส้นเล็กได้ง่ายยิ่งขึึ้น
     5. บด Katsuobushi ด้วยครกกับสากจนกลายเป็นผงละเอียด
     6. สูตรนี้ใช้สำหรับทำ Okonomiyaki สำหรับ 2 ที่ จึงต้องแบ่งวัตถุดิบเป็นสองส่วน แล้วค่อยๆ ทำที่ละส่วน จะได้ Okonomiyaki 2 ชิ้น
     7. เมื่อแป้งที่ผสมไว้แช่ในตู้เย็นครบ 1 ชั่วโมงแล้วจึงเริ่มทำชิ้นแรก ให้ตั้งกระทะเคลือบกันอาหารติดบนไฟที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียสจนร้อน ใช้กระบวยตักแป้งที่นำออกจากตู้เย็น ¼ ถ้วยตวงเทลงไปบนกระทะ แล้วใช้ส่วนล่างของกระบวยวนกระจายแป้งออกเป็นวงกลมทันที แนะนำให้ทำให้เป็นวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8-9 นิ้ว
     8. โรยผง Katsuobushi ที่บดไว้ลงไปบนแป้งในกระทะ ตามด้วยกะหล่ำปลีหั่นฝอย
     9. โรย Tenkatsu ต้นหอมหั่น และถั่วงอกตามลงไป
     10. วาวสาหร่าย Kombu และเนื้อหมูหั่นบางลงไป ระวังอย่าให้แผ่นเนื้อหมูซ้อนกัน
     11. เทแป้งที่นำออกจากตู้เย็นลงไปด้านบน แป้งจะทำหน้าที่เหมือนกาวประสานส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ใช้ไม้พายสองอันแซะด้านซ้ายขวาของเครป แล้วกลับด้านวัตถุดิบทั้งหมดอย่างรวดเร็วและระมัดระวัง จากนั้นตั้งให้เครปอยู่บนความร้อนต่อไป แต่อย่าเพิ่งใช้กระบวยกดลงไป จนกระทั่งเนื้อหมูสุก ยกกระทะลงจากเตาแล้วเริ่มตั้งกระทะใบใหม่ให้ร้อน
     12. แยกเส้นยากิโซบะไม่ให้ติดเป็นปึก ใส่ลงไปในกระทะร้อน ผัดจนตัวเส้นเริ่มเงาจากน้ำมันที่ออกมา เติมซอส Okonomiyaki ลงไป 1-2 ช้อนโต๊ะ แล้วผัดต่อจนซอสเคลือบเส้นทั่วถึงกัน
     13. กระจายเส้นให้มีขนาดพอดีกับส่วนเครป จากนั้นยกส่วนเครปลงมาโปะบนเส้น โดยให้ด้านที่เป็นแผ่นเครปสมบูรณ์ (ด้านล่างจากตอนแรกสุด) อยู่ด้านบน
     14. ตั้งกระทะอีกใบ (หรือใบเก่าใบที่ 1) ให้ร้อน ตอกไข่ลงไป พอไข่เริ่มสุกให้ใช้ไม้พายค่อยๆ แซะส่วนของเครปกับเส้นที่โปะติดกันอยู่ลงมาวางทับไข่ ตอนนี้ไข่จะอยู่ด้านล่างสุด มีเส้นอยู่ตรงกลาง และมีเครปอยู่ด้านบนสุด
     15. เมื่อไข่สุกดี ใช้ไม้พายสองอันช่วยกันกลับด้าน Okonomiyaki เป็นครั้งสุดท้าย
     16. ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยซอส Okonomiyaki มายองเนส Aonori หรืออื่นๆ ตามชอบ แนะนำให้รับประทานทันทีเพื่อรสชาติที่ดีที่สุด

เคล็ดลับ
ซอส Okonomiyaki แบบทำเอง : ให้ผสมส่วนผสมทั้งหมดต่อไปนี้เข้าด้วยกัน
     1. ซอสมะเขือเทศ 4 ช้อนโต๊ะ
     2. ซอส Worcestershire หรือซอส Usutah ญี่ปุ่น 3½ ช้อนโต๊ะ
     3. ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
     4. น้ำตาล 1½ ช้อนโต๊ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Justonecookbook
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561

กิโมโนศาสตร์ #18: Hiyoku กิโมโนชั้นใน

     ปัจจุบัน ความสำคัญของการสวมกิโมโนหลายชั้นได้ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา มีเพียงไมโกะและเกอิชาที่ยังคงสวมกิโมโนหลายชั้นอยู่ในสมัยนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้กิโมโนประกอบการร่ายรำที่งดงามมากยิ่งขึ้น เหล่าเกอิชามีเอกลักษณ์ของการสวมกิโมโนคือการดึงกิโมโนด้านหลังลงต่ำๆ เผยให้เห็นส่วนหลังของคอมากกว่าที่ปรากฏในการสวมกิโมโนของหญิงชาวบ้านธรรมดา นอกจากนี้ในงานแต่งงานในปัจจุบัน เจ้าสาวก็อาจสวมกิโมโนหลายชั้น คือสวมคู่กับ Hiyoku (ひよく : กิโมโนชั้นใน) ตามความเชื่อของลัทธิชินโต (神道: ลัทธิตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น) ของญี่ปุ่นได้เช่นกัน

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก kichirobi on Instagram)
ไมโกะ Fumiyuki จากโอกิยะ Katsufumi

     ไมโกะและเกโกะจะสวมกิโมโนที่เรียกว่า Susohiki (裾引き) หรือ Hikizuri (引きずり) ด้วยความยาวที่ลากถึงพื้นของกิโมโนประเภทนี้ ทำให้พวกเธอต้องดึงส่วนล่างของกิโมโนขึ้นมาเวลาเดิน เพื่อไม่ให้ปลายด้านล่างของกิโมโนเปื้อนฝุ่นจากพื้นดิน เราจึงสามารถมองเห็น Hiyoku ของไมโกะและเกโกะได้ไม่ยากนัก

     อีกหนึ่งรูปแบบของการสวม Hiyoku คือกิโมโนของเจ้าสาว นิยมสวมกิโมโนหลายๆ ชั้น โดยกิโมโนตัวหลักต้องเป็นสีขาวเท่านั้น แต่อาจสวมกิโมโนที่เรียกว่า Uchikake (打掛) ที่มีสีอ่อนคลุมอีกชั้นได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว Hiyoku ของกิโมโนเจ้าสาวก็มีสีแดงเหมือนกัน แต่กิโมโนชั้นในเหล่านั้นจะถูกสวมด้านใน ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก  E-kimono rental on Rakuten)
กิโมโนของเจ้าสาว

     ตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น กิโมโนจะใช้สวมคู่กับ Hiyoku โดย Hiyoku จะเปรียบเสมือนกิโมโนตัวที่สองนอกจากกิโมโนตัวหลัก ใช้สวมเป็นอีกชั้นด้านในก่อนสวมกิโมโนหลัก ตัว Hiyoku ช่วยให้ลักษณะกิโมโนที่สวมเสร็จเรียบร้อยแล้วดูมีความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมมากขึ้น ซึ่งคำว่า Hiyoku อาจหมายความถึงกิโมโนชั้นในเฉพาะส่วนล่างลงไป ที่จะปรากฏออกให้คนอื่นเห็นได้เมื่อสวมใส่ ในขณะที่ส่วนบนอาจไม่สามารถมองออกได้จากภายนอก จึงไม่จำเป็นต้องสวม Hiyoku ก็ได้

     แฟชั่นสมัยญี่ปุ่นโบราณ นิยมสวม Hiyoku เป็นกิโมโนชั้นในตลอดทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ในขณะที่แฟชั่นกิโมโนปัจจุบันจะนิยมสวมเป็นบางส่วนตามที่ได้กล่าวถึงด้านบน เป็นการให้ความรู้สึกพอเป็นพิธีการว่าจริงๆ แล้วผู้สวมกิโมโนมีการสวมชั้นในด้วยเท่านั้น

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Japan-talk
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561

รำอย่างงาม ตามฉบับญี่ปุ่น #17: Ume to Sansan (Kamishichiken)

เพลง : Ume to Sansan (梅とさんさん)
แบบฉบับ : Kamishichiken

By: Breakthrough25L on Youtube
ไมโกะ Ichitaka จากโอกิยะ Ichi
และไมโกะ Katsuna จากโอกิยะ Daimonji

By: Kei Gekiku on Youtube
ไมโกะ Ichitaka จากโอกิยะ Ichi
และไมโกะ Katsuna จากโอกิยะ Daimonji

By: taoyakani on Youtube
ไมโกะ Ichitaka จากโอกิยะ Ichi
และไมโกะ Katsuna จากโอกิยะ Daimonji
(นาทีที่ 23:30-28:05)

Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561

เกอิชา นาฏนารี #17: เกอิชาชาวต่างชาติ

     ตั้งแต่สมัยคริสตศักราช 1970 ได้มีชาวต่างชาติหลายคนพยายามที่จะเป็นเกอิชาในญี่ปุ่น เริ่มแรก Liza Dalby ชาวอเมริกันได้ทำงานร่วมกับเกอิชาในเขต Ponto-chou (先斗町) ในเกียวโต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยระดับปริญญาเอกของเธอ แม้เธอจะได้อยู่ใกล้ชิดและได้เรียนรู้กับเกอิชาจริงๆ ในญี่ปุ่น แต่เธอก็ไม่เคยผ่านการเปิดตัวให้เป็นเกอิชาอย่างแท้จริง

     ในเขต Gion ของจังหวัดเกียวโตไม่ยอมรับชาวต่างชาติเข้ามาฝึกฝนเพื่อเป็นเกอิชา ในขณะที่เขตอื่นในจังหวัดอื่นๆ นั้นยอมรับชาวต่างชาติ และชาวต่างชาติสามารถทำงานเป็นเกอิชาได้อย่างถูกกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญมากคือต้องมีที่อยู่อาศัยถาวรในญี่ปุ่นเสียก่อน

     และต่อไปนี้คือตัวอย่างของชาวต่างชาติที่ฝึกฝนทักษะต่างๆ จนได้เป็นเกอิชาเต็มตัวในญี่ปุ่น

     1. Sayuki-san (Fiona Graham)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก hiveminer.com)
     เธอคือเกอิชาจากชนชาติผิวขาวคนแรกในญี่ปุ่น เธอเปิดตัวเป็นเกอิชาอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ.2007 ใน Asakusa (浅草) ของโตเกียว ต่อมาในปี ค.ศ.2011 เธอก็ได้ย้ายออกจาก Asakusa เนื่องจากคุณแม่ (お母さん : ผู้ดูแลโอกิยะ เปรียบเสมือนแม่ของเกอิชาทุกคนในโอกิยะนั้น) ประจำโอกิยะของเธอเลิกเป็นเกอิชาและปิดโอกิยะ (置屋 : สำนักเกอิชา) ที่เธอได้อาศัยอยู่มาโดยตลอดลง สมาคมเกอิชาประจำ Asakusa มีกฎว่าเกอิชาที่ประกอบอาชีพนี้มาเกินกว่า 4 ปีได้รับอนุญาตให้เปิดโอกิยะเป็นของตัวเองได้ แต่เมื่อคุณ Sayuki จะเปิดโอกิยะบ้าง เธอกลับถูกปฏิเสธและต่อต้านว้าไม่สามารถทำได้ เพียงเพราะเธอเป็นชาวต่างชาติ คุณ Sayuki เคยทำงานร่วมกับเกอิชาชาวญี่ปุ่นท่านอื่นๆ ทั้งในโตเกียวและในเขตอื่นทั่วญี่ปุ่นด้วย

     2. Rinka-san (Zhang Xue)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest)
     ชาวจีนจากเมืองเสิ่นหยาง ในมลฑลเหลียวหนิง เธอประกอบอาชีพเกอิชาในเมือง Shimoda จังหวัด Shizuoka

     3. Ibu-san (Eve)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.sayuki.net)
คุณ Ibu (ซ้าย) และคุณ Sayuki (ขวา)
     ชาวยูเครน เธอประกอบอาชีพเกโกะในเขต Anjo จังหวัด Aichi

     4. Juri-san (Maria)
     ชาวเปรู เธอประกอบอาชีพเกโกะในรีสอร์ท ที่ Yugawara จังหวัด Kanagawa

     5. Fukutarou-san (Isabella)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.japantimes.co.jp)
     ชาวโรมาเนียน ผู้ประกอบอาชีพเกอิชาในเขต Izu-Nagaoka ของจังหวัด Shizuoka

     6. Mutsuki-san (Yi Xin Sun)
     ชาวจีน ผู้ประกอบอาชีพเกอิชาในเขต Shinagawa ของโตเกียว

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #17: Hajiki no Nimono

     Hajiki no Nimono (はじきの煮物) เป็นอาหารยอดนิยมที่มักปรากฏในแทบทุกมื้อของชาวญี่ปุ่น อาหารจานนี้มีรสชาติเข้มข้น สามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลานาน และพร้อมที่จะถูกหยิบขึ้นมารับประทานเสมอ นิยมใส่ Hajiki ลงไปในกล่องเบนโตะ (Bentou : 弁当) ซึ่ง Hajiki no Nimono จัดว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่สุดในบรรดาอาหารญี่ปุ่นทั่วๆ ไป

     Hajiki คือสาหร่ายชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยสารอาหาร ทั้งใยอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ โดยเฉพาะธาตุเหล็กที่มีมากเป็นพิเศษ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใส่ใจกับการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีแล้ว สาหร่าย Hajiki คือตัวเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี แต่อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ สาหร่าย Hajiki มีสารหนูประกอบอยู่ด้วย แต่สิ่งนี้จะไม่ก่อให้เกิดปัญหา หากคุณไม่รับประทานมันมากเกินไป

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Japanesecooking101)
Hajiki no Nimono

ตำรับ Hajiki no Nimono

วัตถุดิบ
     1. สาหร่าย Hajiki อบแห้ง 50 กรัม
     2. แครอทขนาดกลาง ½ หัว
     3. Konnyaku (คล้ายวุ้น ทำมาจากมันฝรั่ง Konnyaku) ½ แผ่น
     4. เต้าหู้ทอด 1 ก้อน
     5. น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
     6. ซีอิ๊วขาว 4 ช้อนโต๊ะ
     7. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
     8. สาเก 1 ช้อนโต๊ะ
     9. มิริง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
     1. นำสาหร่าย Hajiki แห้งไปแช่น้ำในถ้วยประมาณ 30 นาที ระหว่างรอ ให้หั่นแครอท, Konnyaku, และเต้าหู้ทอดเป็นเส้นๆ ยาวประมาณ 2 นิ้ว
     2. หยิบสาหร่ายที่แช่ไว้ขึ้นจากน้ำ หรืออาจใช้วิธีกรองเพื่อแยกน้ำออกจากตัวสาหร่ายให้ได้มากที่สุด
     3. ตั้งกระทะ เทน้ำมันใส่ รอให้ร้อนแล้วเทสาหร่าย Hajiki, แครอท, Konnyaku, และเต้าหู้ทอดที่หั่นแล้ว ลงไปผัดรวมกัน 5 นาที จากนั้นเติมเครื่องปรุง (ซีอิ๊วขาว, น้ำตาล, สาเก, มิริง) ปรับไฟกลางแล้วปิดฝาทิ้งไว้ 10 นาที เสร็จแล้วเปิดฝา ทิ้งไว้อีก 5-10 นาทีจนกระทั่งส่วนที่เป็นของเหลวระเหยจนเกือบหมด
     4. ตักลงใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Japanesecooking101
Fumiou, Tai sakura Okiya

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

กิโมโนศาสตร์ #17: อุปกรณ์เสริมของกิโมโน(3)

     อุปกรณ์ที่ใช้สวมคู่กับกิโมโน (着付け小物 : Kitsuke-komono)

     Kimono Slip (着物スリップ)
     ซับในชิ้นเดียวตลอดตัว เหมือน Susoyoke (裾除け) รวมกับ Hadajuban (肌襦袢) เป็นชิ้นเดียวกัน

     Koshihimo (腰紐)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก nihonwasou-direct.com)
Koshihimo (腰紐)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก hitotoki on Rakuten)
Karihimo (仮紐)
     แถบผ้าแคบๆ ทำมาจากผ้าไหมหรือผ้าขนสัตว์ ใช้สำหรับผูกกิโมโนและซับในให้อยู่กับที่ตลอดกระบวนการการแต่งตัว และยังสามารถนำไปใช้กับการแต่งกายประเภทอื่นได้ด้วย โดยมี Karihimo (仮紐) ที่คล้ายกับ Koshihimo แต่จะต้องแก้ Karihimo ออกหลังผูกโอบิเสร็จ ในขณะที่ Koshihimo นั้นใช้ผูกแล้วสวมกิโมโนทับได้เลยโดยไม่ต้องแก้ออก ซึ่งชื่อ Koshihimo มีที่มาจากการใช้แถบผ้าเพื่อมัด Ohashori (おはしょり) บริเวณสะโพกในกิโมโนสำหรับผู้หญิง ทำให้ถูกเรียกว่า Koshihimo ที่แปลตรงตัวได้ว่า "แถบรัดสะโพก"

     Netsuke (根付/根付け)
     เครื่องประดับใช้เป็นตัวเกี่ยว สำหรับหรับห้อย Inrou (印籠 : ทำหน้าที่เหมือนกระเป๋าสำหรับใส่ของส่วนตัว เนื่องจากกิโมโนไม่มีกระเป๋าเหมือนเครื่องแต่งกายในปัจจุบัน) ที่โอบิในกิโมโนสำหรับผู้ชาย
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.kansaiartbeat.com)
Netsuke และ Inrou

     Obi ()
     แถบผ้ารัดเอว ใช้สวมคู่กับกิโมโน

     Obiage (帯揚げ)
     ผ้าสำหรับใช้ผูกเหนือโอบิ แล้วพับเก็บเข้าไปในโอบิเพื่อปิดทับแถบผ้าต่างๆ ที่ใช้มัดตัวกิโมโน เช่น Datejime (伊達締め) หรือ Koshihimo (腰紐)  ซึ่ง Obiage จะไม่ใช้มัดในกิโมโนที่ไม่เป็นทางการ
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.g-iseya.jp)
วิธีการผูก Obiage

     Samue (作務衣)
     ชุดลำลองของพระนิกายเซน และยังเป็นชุดที่นักเป่า Shakuhachi (尺八) นิยมสวมใส่

     Susoyoke (裾除け)
     ซับในกิโมโนส่วนล่าง มีลักษณะคล้ายผ้าถุง ใช้สวมใต้ Nagajuban

     Tabi (足袋)
     ถุงเท้ายาวถึงข้อเท้า โดยส่วนนิ้วเท้าจะแยกเป็นสองส่วนคือ ส่วนนิ้วโป้งเท้า และส่วนที่เหลือสำหรับอีก 4 นิ้ว ใช้สวมคู่กับรองเท้า Zouri (草履) หรือ Geta (下駄) นอกจากนี้ยังมีรองเท้าบู๊ทที่มีลักษณะคล้ายถุงเท้า Tabi เรียกว่า Jikatabi (地下足袋) สำหรับใช้สวมทำงานกลางแจ้ง

     Waraji (草鞋)
     รองเท้าแตะสานจากเชือกฟาง มักสวมโดยพระ

     Yukata (浴衣)
     กิโมโนที่ไม่มีซับด้านใน ใช้สวมในฤดูร้อน มักทำจากผ้าฝ้าย ผ้าลินิน หรือผ้าป่าน ยูกาตะถือว่าเป็นกิโมโนแบบไม่เป็นทางการ นิยมสวมในงานเทศกาลกลางแจ้งต่างๆ หรือสวมในการแช่น้ำร้อน (Onsen : 温泉) นอกจากนี้รีสอร์ทสไตล์ญี่ปุ่นยังนิยมผลิตยูกาตะลายเฉพาะของที่นั่นเตรียมไว้สำหรับแขกได้สวม ซึ่งยูกาตะนั้นสวมใส่กันได้ทุกเพศทุกวัย

     Zouri (草履)
     รองเท้าแบบโบราณของญี่ปุ่น สวมได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง มีรูปแบบคล้ายรองเท้าแตะ โดยรองเท้า Zouri มีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่แบบไม่เป็นทางการไปจนถึงแบบที่เป็นทางการมาก รองเท้าชนิดนี้ทำขึ้นมาจากหลายวัสดุ ทั้งผ้า หนัง เรซิน หรือหญ้าถัก ส่งผลให้รองเท้า Zouri อาจมีความสวยงามมากหรือเรียบง่ายมากก็ได้
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก belluna.jp)
Zouri

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
Fumiou, Tai Sakura Okiya