แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กิโมโนศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กิโมโนศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กิโมโนศาสตร์ #21: วิธีดูแลกิโมโน(3) วิธีซักชุดยูกาตะ

การซักด้วยเครื่องซักผ้า
     ชุดยูการตะส่วนใหญ่สามารถซักโดยใช้เครื่องซักผ้าได้ แต่หากคุณเพิ่งสวมมันไปแค่ครั้งเดียว การทำความสะอาดด้วยน้ำก็เพียงพอแล้ว

     1. พับยูกาตะ แล้วนำไปใส่ในถุงซักผ้าขนาด 40 cm x 50 cm โดยประมาณ นี่จะช่วยไม่ให้ยูกาตะยับย่นระหว่างการปั่นซัก
     2. เลือกรูปแบบการปั่นของเครื่องซักผ้าให้เบาที่สุด และเป็นแบบสำหรับผ้าบาง จากนั้นให้ปั่นประมาณ 30 วินาที
     3. การซักอาจทำให้ยูกาตะสีตกได้เล็กน้อย ดังนั้นจึงต้องซักยูการตะแยกจากเสื้อผ้าอื่นๆ

การซักด้วยมือ
     1. แนะนำให้ซักในอ่างล้างหน้า หรือหากไม่มีอ่างล้างหน้า อาจใช้กล่องใส่เสื้อผ้าทรงสี่เหลี่ยมแทนได้
     2. จุ่มยูกาตะลงในน้ำ แล้วใช้มือกดลงไปหลายๆ ครั้ง (ระหว่างการซักและการบิด พยายามทำให้ยูกาตะพับอยู่ในรอยพับตามแนวผ้าที่ถูกต้อง เพื่อรักษารูปทรงของชุดเอาไว้ และให้ใช้น้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นจะช่วยไม่ให้ผ้าหดตัว)
     3. การทำให้ยูกาตะแห้ง ให้พาดผ้าขนหนูผืนใหญ่ลงไปก่อนแล้วค่อยตากยูกาตะทับลงไป หลังจากนั้น คลุมยูกาตะด้วยผ้าขนหนูอีกผืน
     4. หากต้องการให้ยูกาตะมีผิวสัมผัสที่แข็งขึ้น ลองจุ่มชุดลงในน้ำผสมน้ำยาจัดทรงผม (Styling liquid) ในกรณีนี้ เมื่อซักเสร็จแล้วห้ามบิด แต่ปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ หรือหากวิธีนี้ซับซ้อนเกินไป ก็ให้ซักยูกาตะตามปกติ ตากให้แห้ง แล้วค่อยใช้สเปรย์จัดแต่งทรงผมฉีดพรมๆ ลงบนเนื้อผ้า จากนั้นก็รีดยูกาตะให้เรียบ จะทำให้เนื้อผ้าแข็งมากขึ้น

วิธีตากชุดยูกาตะ
     ให้ตากยูกาตะไว้สูงๆ และไม่ถูกพื้น ที่สำคัญคือต้องตากเป็น “แนวตรง” โดยใช้แท่งเหล็กหรืออื่นๆ ที่ยาวมากพอและสะอาดแทนไม้แขวนผ้า จะช่วยไม่ให้ยูกาตะเสียรูปทรง

(ขอขอบคุณรูปภาพ จาก www.savacoolandsons.com)
การตากกิโมโนใน “แนวตรง”

วิธีรีดชุดยูกาตะ

     ช่วงที่รีดยูกาตะออกมาได้ดีที่สุดคือช่วงที่ชุดยังหมาดๆ (ไม่เปียกหรือแห้งจนเกินไป) โดยเริ่มรีดจากคอปกก่อน และต้องไม่ลืมที่จะจับให้ยูกาตะพับอยู่ในรอยพับตามแนวผ้าที่ถูกต้อง อาจใช้ผ้าขนหนูห่อชุดแล้ว

วิธีซักยูกาตะที่ควรหลีกเลี่ยง

     ไม่ควรนำชุดยูกาตะไปซักแห้ง เพราะการซักแห้งไม่สามารถกำจัดเหงื่อออกจากชุดได้ แม้ว่าการซักแห้งจะทำให้ผลงานที่ได้ออกมาดูสะอาดมากก็ตาม โดยเหงื่อที่ตกค้างอยู่ในเนื้อผ้าจะทำให้ยูกาตะสีตกมากขึ้น

การตกสีของยูกาตะ
     การที่ยูกาตะมีสีตกนั้นเป็นเรื่องธรรมดา สีจะตกทีละน้อยในทุกๆ ครั้งที่ซัก จึงต้องซักยูกาตะแยกจากผ้าทั่วไปเสมอ และต่อไปนี้คือวิธีง่ายๆ ในการหลีกเลี่ยงการตกสีของยูกาตะด้วยตัวคุณเอง

     1. ซักด้วยผงซักฟอกที่เป็นกลาง (คือไม่เป็นกรดหรือด่างจนเกินไป) มากที่สุด ยิ่งผงซักฟอกเป็นด่างมากเท่าไร โอกาสที่สีจะตกก็ยิ่งมากขึ้น ซึ่งผงซักฟอกส่วนมากจะเป็นด่างอยู่แล้ว จึงควรเลือกชนิดให้ดี
     2. เติมน้ำที่จะใช้ซักให้พอดีกับปริมาตรของผ้า การซักด้วยปริมาณน้ำที่น้อยเกินไปจะทำให้ สีละลายตกลงไปในน้ำมากขึ้น แล้วสียูกาตะของคุณก็จะซีดเร็วขึ้น แต่หากไม่แน่ใจว่าปริมาณน้ำนั้นเพียงพอหรือยัง ให้เติมน้ำให้มากเข้าไว้
     3. ใช้น้ำเย็น (น้ำเย็นช่วยให้สีตกน้อยลง แต่น้ำอุ่นจะช่วยป้องกันไม่ให้ผ้าหดตัว ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นในส่วนของการซักชุดยูกาตะด้วยมือ)

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Kyoto Yumeyakata on Facebook
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561

กิโมโนศาสตร์ #20: วิธีดูแลกิโมโน(2) การทำความสะอาดกิโมโนด้วยตนเอง

     การทำความสะอาดกิโมโนด้วยตนเองที่บ้านเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่ต้องพึงตระหนักเสมอว่า มีกิโมโนบางประเภทเท่านั้นที่ทำความสะอาดเองได้ และการซักด้วยตนเองที่บ้านก็เป็นการเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำให้กิโมโนของคุณเสียหาย เพราะแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ก็ต้องใช้ระยะเวลาลองผิดลองถูก สั่งสมเป็นประสบการณ์และเทคนิคเฉพาะที่ถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น

ประเภทของกิโมโนที่ไม่ควรทำความสะอาดด้วยตนเอง
     1. กิโมโนผ้าไหม
     2. กิโมโน Shibori
     3. กิโมโนที่ประกอบไปด้วยการตกแต่ง เช่น แผ่นทอง ปักดิ้น
     4. กิโมโนที่มีซับใน


(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Aiyama on Rakuten)
กิโมโน Shibori

     แม้แต่การจุ่มกิโมโนประเภทดังกล่าวลงไปในน้ำ นั่นก็เป็นการเสี่ยงที่จะทำให้ผ้ายับย่นแล้ว ดังนั้นถ้ากิโมโนของคุณมีราคาแพง สวยงามหรือทำด้วยวัสดุที่ดูแลยากมาก ขอแนะนำให้คุณนำกิโมโนชุดนั้นไปหาผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า


จะรู้ได้อย่างไรว่าเราสามารถทำความสะอาดกิโมโนชุดนั้นได้เอง
     วิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อตรวจสอบว่ากิโมโนตัวนั้นสามารถซักเองที่บ้านได้ไหมคือให้มองหาป้ายผ้าที่ติดมากันกิโมโน ถ้ามีสัญลักษณ์ดังต่อไปนี้ก็แปลว่าคุณ “อาจจะ” ซักมันได้ในน้ำที่อุณหภูมิไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก 123rf)

     กิโมโนฤดูร้อนที่ไม่มีซับในและทำมาจากผ้าฝ้ายแบบหนา ผ้าขนสัตว์ หรือผ้าสังเคราห์อย่างโพลีเอสเตอร์ คือตัวอย่างของกิโมโนที่อาจทำความสะอาดได้เองที่บ้าน

วิธีทำความสะอาดกิโมโนด้วยตนเอง
     1. พับกิโมโนด้วยวิธีเฉพาะ เรียกว่า Sodedatami (袖畳み)

(ขอขอบคุณวิดีโอดีๆ จาก kimonon1 on Youtube)
Sodedatami

     2. ใส่กิโมโนลงไปในถุงซักผ้า ลองหาถุงซักผ้าที่มีขนาดพอดีกับขนาดของกิโมโนที่พับแล้ว

     3. ใช้ผงซักฟอกที่เจือจางมากๆ และอย่าให้เป็นด่างแก่ เพราะความด่างของผงซักฟอกจะทำลายสีสันของกิโมโน
     4. ตั้งระบบเครื่องซักผ้าให้เป็นแบบเบาที่สุดสำหรับผ้าบาง แม้แต่การปั่นแบบปานกลางก็อาจทำลายทรงกิโมโนของคุณได้
     5. แขวนตากกิโมโนแบบแนวตรงในที่แห้งที่มีอากาศถ่ายเทสม่ำเสมอและห้ามถูกแดดโดยตรง

(ขอขอบคุณรูปภาพ จาก www.savacoolandsons.com)
การตากกิโมโนใน “แนวตรง"

สิ่งที่ทำให้กิโมโนสกปรก

     1. น้ำมันจากผิวหนัง
     2. ฝุ่นผง (ทั้งที่ลอยในอากาศและจากพื้นดิน)
     3. เหงื่อ
     4. รา

     เมื่อคุณสวมกิโมโนชุดใดไปแล้ว แม้ว่าจะไม่มีร่องรอยความสกปรกที่เห็นได้ชัดเจน แต่ถ้าคุณไม่คิดว่าจะสวมชุดนี้อีกในเร็วๆ นี้ ให้นำกิโมโนชุดชี้ไปซักทำความสะอาดเสียจะดีกว่า


จุดที่มักเกิดร่องรอยความสกปรกบนตัวกิโมโน
     1. คอปก เป็นจุดที่อยู่ใกล้ใบหน้า จึงได้รับทั้งเหงื่อและเครื่องสำอาง
     2. แขน จุดนี้มักเต็มไปด้วยเหงื่อ น้ำมันจากผิว และเศษเนื้อเยื่อตายที่หลุดออกมาจากแขน
     3. ส่วนด้านหน้า ที่คุณมักทำอาหารหรือเครื่องดื่มหกใส่
     4. ด้านใน รอบๆ ส่วนเอว ที่ซับเหงื่อจากความร้อนไว้
     5. ขอบด้านล่าง เมื่อคุณเดิน นั่นจะทำให้ขอบด้านล่างของกิโมโนสกปรก

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเมื่อคุณทำบางสิ่งเลอะกิโมโน
ทำ !
     ตบรอยเลอะเบาๆ ด้วยผ้าเช็ดหน้า แล้วปล่อยให้ผ้าเช็ดหน้าซับคราบสกปรกนั้น แต่หากสิ่งที่เลอะมีส่วนประกอบของน้ำมัน เช่น เครื่องสำอางหรือหมึกน้ำมัน ให้หากระดาษชำระสอดเข้าไปใต้ผ้าในส่วนที่เลอะ แล้วเตรียมผ้าฝ้ายสะอาดสีขาวที่พรมด้วยแอลกอฮอล์เล็กน้อยวางทับด้านนอกของผ้า ลักษณะที่ออกมาจะเหมือนการประกบแซนด์วิชโดยให้ผ้าของกิโมโนอยู่ตรงกลาง ตบลงไปบนผ้าฝ้ายจนผ้านั้นซับคราบน้ำมันออกมา พยายามทำให้ได้มากที่สุด

     แต่ถ้าสิ่งที่เลอะมีส่วนประกอบของน้ำ เช่น ชา สาเก ซอสต่างๆ ให้หากระดาษชำระสอดเข้าไปใต้ผ้าในส่วนที่เลอะ เตรียมผงซักฟอกที่เจือจางมากๆ ในน้ำ แล้วนำไปป้ายลงบนจุดที่เลอะ ตามด้วยการตบเบาๆ(ห้ามถูหรือขัด) ซึ่งการตบนี้ให้ใช้ผ้าฝ้ายสะอาดสีขาวหรือแปรงสีฟันสะอาดก็ได้


ห้ามทำ !
     ห้ามขัด ถู หรือเช็ดรอยเลอะโดยเด็ดขาด เพราะนั่นจะเป็นการทำให้รอยแผ่กระจายกว้างขึ้น และการทำความสะอาดมันก็จะยิ่งยากไปกว่าเดิม

     และหากคุณอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้กิโมโนของคุณเลอะ อย่าใช้ Oshibori(おしぼり : ผ้าคล้ายผ้าขนหนูที่มักม้วนไว้เป็นแท่ง) ที่วางอยู่บนโต๊ะเช็ดกิโมโน เพราะผ้านั้นอาจมีส่วนประกอบของสารเคมีที่อาจทำลายสีของตัวกิโมโนได้

กิโมโนกับการรีด
ต่อไปนี้คือเทคนิคพื้นฐานที่ใช้ในการรีดกิโมโน
     1. ห้ามพรมน้ำ โดยเฉพาะกับกิโมโนผ้าไหม น้ำจะทำให้กิโมโนยับย่น
     2. ห้ามปรับอุณหภูมิเตารีดสูงเกินไป
     3. ห้ามรีดลงไปบนตัวกิโมโนโดยตรง แต่ให้ใช้ผ้าฝ้ายวางลงไปก่อนรีด เพื่อกั้นระหว่างผิวผ้ากิโมโนกับผิวหน้าเตารีด
     4. ห้ามรีดจากด้านนอก ให้รีดจากด้านใน
     5. ห้ามรีดส่วนที่ถูกตกแต่ง เช่น ส่วนที่ปักดิ้น ติดแผ่นทอง เพราะความร้อนจะทำลายสีตรงส่วนนั้น

     เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ คือ ถ้ามีรอบยับบนตัวกิโมโนของคุณ ลองนำกิโมโนตัวนั้นไปแขวนไว้ก่อน เมื่อเวลาผ่านไปก็ให้ดูว่ารอยนั้นหายไปไหม ถ้าไม่หายไป ให้คุณนึกจินตนาการดีๆ ว่าส่วนนั้นสามารถมองเห็นได้เมื่อสวมใส่ไหม ถ้ามองเห็นได้ก็ให้นำกิโมโนไปรีดเสีย แต่ถ้าส่วนนั้นอยู่ด้านในอยู่แล้วคุณก็ไม่จำเป็นต้องรีดก็ได้


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก www.onegai-kaeru.jp
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

กิโมโนศาสตร์ #19: วิธีดูแลกิโมโน(1) ความรู้ทั่วไป

     ในอดีต การทำความสะอาดกิโมโนจะต้องแยกชิ้นส่วนทั้งหมดออกจากกันก่อน เมื่อซักและแห้งแล้วก็นำมาเย็บประกอบกันอีกครั้ง วิธีทำความสะอาดกิโมโนแบบนี้เรียกว่า Arai Hari (洗い張り) และเนื่องด้วยผู้ซักจะต้องนำด้ายที่เย็บชิ้นผ้าติดกันออกก่อนนำไปทำความสะอาด กิโมโนสมัยก่อนจึงต้องเย็บด้วยมือเท่านั้น ซึ่งการจะทำ Arai Hari ได้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงและยังมีขั้นตอนที่ยาก ทำให้ความนิยมสวมกิโมโนของชาวญี่ปุ่นลดลงไปมาก ต่อมาก็มีการพยายามพัฒนาผ้าสมัยใหม่ควบคู่ไปกับการพัฒนาวิธีการทำความสะอาดกิโมโนให้ง่ายขึ้น แม้ขั้นตอนของ Arai Hari ได้ถูกตัดออกไปแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังอนุรักษ์โดยการฝึกฝนสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อการทำความสะอาดเฉพาะด้าน โดยเฉพาะเครื่องสวมใส่ที่วิจิตรและมีราคาแพง

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Kozakai-co)
Arai Hari

     ปัจจุบัน กิโมโนที่สั่งทำขึ้นแบบเฉพาะจะถูกส่งให้ลูกค้า แต่นั่นมักเป็นกิโมโนที่มีการเย็บชิ้นผ้าบริเวณขอบด้านนอกติดกันไว้แบบหลวมๆ การเย็บลักษณะนี้เรียกว่า Shitsuke (しつけ) ผู้ผลิตกิโมโนจะเย็บตัวกิโมโนมาแบบหลวมและหยาบเพื่อป้องกันไม่ให้กิโมโนย่นหรือเป็นรอยพับระหว่างการขนส่ง ซึ่งลูกค้าที่สั่งนั้นก็ต้องนำ Shitsuke Ito (しつけ糸 : ด้ายของการทำ Shitsuke) ออกก่อนสวมใส่ด้วย

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Yagi-yan on Ameblo)
ด้ายที่คล้ายกับเนาไว้คือ Shitsuke Ito

     เช่นเดียวกับเครื่องสวมใส่อื่นๆ ของชาวญี่ปุ่น การพับกิโมโนก็มีวิธีการเฉพาะด้าน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยรักษาเนื้อผ้าและป้องกันไม่ให้ผ้ายับย่นเวลาพับเก็บ โดยมีกระดาษชนิดพิเศษที่ใช้ห่อกิโมโนก่อนเก็บเข้าตู้ เรียกว่า Tatoushi (たとう紙)

     แต่ก่อน กิโมโนต้องถูกนำมาตากอากาศให้แห้งทั้งก่อนและหลังสวมใส่ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบซักแห้งกิโมโนมากกว่า แม้ว่าการซักแห้งจะแพงมาก แต่ก็ยังแพงน้อยกว่า Arai Hari แต่การซักแห้งก็ยังมีข้อจำกัดคือ อาจใช้ทำความสะอาดผ้าบางชนิดไม่ได้ เช่น ผ้าย้อมสี


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำความสะอาดกิโมโน

     - เมื่อใดก็ตาม หากคุณสวมใส่กิโมโนตัวนั้นไปแล้ว ให้นำกิโมโนมาแขวนในที่แห้งและห้ามถูกแดดโดยตรง กระนั้นก็ห้ามแขวนนานกว่า 1 วัน จากนั้นให้พับแล้วนำไปเก็บในที่แห้งและสะอาด


     - ใช้ผ้านุ่มๆ เช่น ผ้าขนหนู ผ้าขนสัตว์ หรือผ้ากำมะหยี่ เช็ดปัดฝุ่นกิโมโน

     - ต้องรีบทำความสะอาดคราบต่างๆ ทันที อาจใช้น้ำมันเบนซินทำความสะอาดคราบเครื่องสำอาง ดิน หรือน้ำมันอื่นๆ ขั้นแรกให้วางผ้าขนหนูสีขาวลงบนแผ่นรองรีดหรือโต๊ะ วางส่วนของกิโมโนที่มีคราบเปื้อนลงไปทับบนผ้าขนหนู แล้วเทน้ำมันเบนซินลงบนผ้าพันแผล(ผ้ากอซ) จากนั้นนำผ้าพันแผลนั้นตบเบาๆ ลงบนส่วนที่เปื้อน ห้ามเช็ดหรือถูลงบนกิโมโนโดยตรง เว้นแต่ว่าคราบนั้นจะกระจายฝังลึกลงไปบนเนื้อผ้าแล้ว

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Aiyama on Rakuten)
การสร้างลวดลายบนผ้าด้วยเทคนิค Shibori

     - การรีดกิโมโนใช้ผ้ารองรีด (Pressing Cloth) และเตารีดรีดตัวกิโมโนจากด้านใน ค่อยๆ ใช้เตารีดกดลงไปบนรอยยับเบาๆ โดยห้ามรีดลงบนส่วนที่สะท้อนแสงวิบวับหรือส่วนที่ปักด้วยด้าย เพราะความร้อนอาจทำให้สีและคุณภาพของส่วนนั้นลดลง เช่นกันส่วนที่เป็น Shibori (絞り) ก็ห้ามรีดโดยตรง เพราะจะทำให้เนื้อผ้าเรียบลงไปจนขาดความสวยงาม และที่ขาดไม่ได้เลยคือห้ามใช้เตารีดไอน้ำ ต้องใช้เตารีดธรรมดาเท่านั้น

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Wikipedia 
และ Ubuge.club
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561

กิโมโนศาสตร์ #18: Hiyoku กิโมโนชั้นใน

     ปัจจุบัน ความสำคัญของการสวมกิโมโนหลายชั้นได้ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา มีเพียงไมโกะและเกอิชาที่ยังคงสวมกิโมโนหลายชั้นอยู่ในสมัยนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้กิโมโนประกอบการร่ายรำที่งดงามมากยิ่งขึ้น เหล่าเกอิชามีเอกลักษณ์ของการสวมกิโมโนคือการดึงกิโมโนด้านหลังลงต่ำๆ เผยให้เห็นส่วนหลังของคอมากกว่าที่ปรากฏในการสวมกิโมโนของหญิงชาวบ้านธรรมดา นอกจากนี้ในงานแต่งงานในปัจจุบัน เจ้าสาวก็อาจสวมกิโมโนหลายชั้น คือสวมคู่กับ Hiyoku (ひよく : กิโมโนชั้นใน) ตามความเชื่อของลัทธิชินโต (神道: ลัทธิตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น) ของญี่ปุ่นได้เช่นกัน

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก kichirobi on Instagram)
ไมโกะ Fumiyuki จากโอกิยะ Katsufumi

     ไมโกะและเกโกะจะสวมกิโมโนที่เรียกว่า Susohiki (裾引き) หรือ Hikizuri (引きずり) ด้วยความยาวที่ลากถึงพื้นของกิโมโนประเภทนี้ ทำให้พวกเธอต้องดึงส่วนล่างของกิโมโนขึ้นมาเวลาเดิน เพื่อไม่ให้ปลายด้านล่างของกิโมโนเปื้อนฝุ่นจากพื้นดิน เราจึงสามารถมองเห็น Hiyoku ของไมโกะและเกโกะได้ไม่ยากนัก

     อีกหนึ่งรูปแบบของการสวม Hiyoku คือกิโมโนของเจ้าสาว นิยมสวมกิโมโนหลายๆ ชั้น โดยกิโมโนตัวหลักต้องเป็นสีขาวเท่านั้น แต่อาจสวมกิโมโนที่เรียกว่า Uchikake (打掛) ที่มีสีอ่อนคลุมอีกชั้นได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว Hiyoku ของกิโมโนเจ้าสาวก็มีสีแดงเหมือนกัน แต่กิโมโนชั้นในเหล่านั้นจะถูกสวมด้านใน ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก  E-kimono rental on Rakuten)
กิโมโนของเจ้าสาว

     ตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น กิโมโนจะใช้สวมคู่กับ Hiyoku โดย Hiyoku จะเปรียบเสมือนกิโมโนตัวที่สองนอกจากกิโมโนตัวหลัก ใช้สวมเป็นอีกชั้นด้านในก่อนสวมกิโมโนหลัก ตัว Hiyoku ช่วยให้ลักษณะกิโมโนที่สวมเสร็จเรียบร้อยแล้วดูมีความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมมากขึ้น ซึ่งคำว่า Hiyoku อาจหมายความถึงกิโมโนชั้นในเฉพาะส่วนล่างลงไป ที่จะปรากฏออกให้คนอื่นเห็นได้เมื่อสวมใส่ ในขณะที่ส่วนบนอาจไม่สามารถมองออกได้จากภายนอก จึงไม่จำเป็นต้องสวม Hiyoku ก็ได้

     แฟชั่นสมัยญี่ปุ่นโบราณ นิยมสวม Hiyoku เป็นกิโมโนชั้นในตลอดทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ในขณะที่แฟชั่นกิโมโนปัจจุบันจะนิยมสวมเป็นบางส่วนตามที่ได้กล่าวถึงด้านบน เป็นการให้ความรู้สึกพอเป็นพิธีการว่าจริงๆ แล้วผู้สวมกิโมโนมีการสวมชั้นในด้วยเท่านั้น

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Japan-talk
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

กิโมโนศาสตร์ #17: อุปกรณ์เสริมของกิโมโน(3)

     อุปกรณ์ที่ใช้สวมคู่กับกิโมโน (着付け小物 : Kitsuke-komono)

     Kimono Slip (着物スリップ)
     ซับในชิ้นเดียวตลอดตัว เหมือน Susoyoke (裾除け) รวมกับ Hadajuban (肌襦袢) เป็นชิ้นเดียวกัน

     Koshihimo (腰紐)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก nihonwasou-direct.com)
Koshihimo (腰紐)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก hitotoki on Rakuten)
Karihimo (仮紐)
     แถบผ้าแคบๆ ทำมาจากผ้าไหมหรือผ้าขนสัตว์ ใช้สำหรับผูกกิโมโนและซับในให้อยู่กับที่ตลอดกระบวนการการแต่งตัว และยังสามารถนำไปใช้กับการแต่งกายประเภทอื่นได้ด้วย โดยมี Karihimo (仮紐) ที่คล้ายกับ Koshihimo แต่จะต้องแก้ Karihimo ออกหลังผูกโอบิเสร็จ ในขณะที่ Koshihimo นั้นใช้ผูกแล้วสวมกิโมโนทับได้เลยโดยไม่ต้องแก้ออก ซึ่งชื่อ Koshihimo มีที่มาจากการใช้แถบผ้าเพื่อมัด Ohashori (おはしょり) บริเวณสะโพกในกิโมโนสำหรับผู้หญิง ทำให้ถูกเรียกว่า Koshihimo ที่แปลตรงตัวได้ว่า "แถบรัดสะโพก"

     Netsuke (根付/根付け)
     เครื่องประดับใช้เป็นตัวเกี่ยว สำหรับหรับห้อย Inrou (印籠 : ทำหน้าที่เหมือนกระเป๋าสำหรับใส่ของส่วนตัว เนื่องจากกิโมโนไม่มีกระเป๋าเหมือนเครื่องแต่งกายในปัจจุบัน) ที่โอบิในกิโมโนสำหรับผู้ชาย
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.kansaiartbeat.com)
Netsuke และ Inrou

     Obi (帯)
     แถบผ้ารัดเอว ใช้สวมคู่กับกิโมโน

     Obiage (帯揚げ)
     ผ้าสำหรับใช้ผูกเหนือโอบิ แล้วพับเก็บเข้าไปในโอบิเพื่อปิดทับแถบผ้าต่างๆ ที่ใช้มัดตัวกิโมโน เช่น Datejime (伊達締め) หรือ Koshihimo (腰紐)  ซึ่ง Obiage จะไม่ใช้มัดในกิโมโนที่ไม่เป็นทางการ
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.g-iseya.jp)
วิธีการผูก Obiage

     Samue (作務衣)
     ชุดลำลองของพระนิกายเซน และยังเป็นชุดที่นักเป่า Shakuhachi (尺八) นิยมสวมใส่

     Susoyoke (裾除け)
     ซับในกิโมโนส่วนล่าง มีลักษณะคล้ายผ้าถุง ใช้สวมใต้ Nagajuban

     Tabi (足袋)
     ถุงเท้ายาวถึงข้อเท้า โดยส่วนนิ้วเท้าจะแยกเป็นสองส่วนคือ ส่วนนิ้วโป้งเท้า และส่วนที่เหลือสำหรับอีก 4 นิ้ว ใช้สวมคู่กับรองเท้า Zouri (草履) หรือ Geta (下駄) นอกจากนี้ยังมีรองเท้าบู๊ทที่มีลักษณะคล้ายถุงเท้า Tabi เรียกว่า Jikatabi (地下足袋) สำหรับใช้สวมทำงานกลางแจ้ง

     Waraji (草鞋)
     รองเท้าแตะสานจากเชือกฟาง มักสวมโดยพระ

     Yukata (浴衣)
     กิโมโนที่ไม่มีซับด้านใน ใช้สวมในฤดูร้อน มักทำจากผ้าฝ้าย ผ้าลินิน หรือผ้าป่าน ยูกาตะถือว่าเป็นกิโมโนแบบไม่เป็นทางการ นิยมสวมในงานเทศกาลกลางแจ้งต่างๆ หรือสวมในการแช่น้ำร้อน (Onsen : 温泉) นอกจากนี้รีสอร์ทสไตล์ญี่ปุ่นยังนิยมผลิตยูกาตะลายเฉพาะของที่นั่นเตรียมไว้สำหรับแขกได้สวม ซึ่งยูกาตะนั้นสวมใส่กันได้ทุกเพศทุกวัย

     Zouri (草履)
     รองเท้าแบบโบราณของญี่ปุ่น สวมได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง มีรูปแบบคล้ายรองเท้าแตะ โดยรองเท้า Zouri มีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่แบบไม่เป็นทางการไปจนถึงแบบที่เป็นทางการมาก รองเท้าชนิดนี้ทำขึ้นมาจากหลายวัสดุ ทั้งผ้า หนัง เรซิน หรือหญ้าถัก ส่งผลให้รองเท้า Zouri อาจมีความสวยงามมากหรือเรียบง่ายมากก็ได้
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก belluna.jp)
Zouri

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #16: อุปกรณ์เสริมของกิโมโน(2)

     อุปกรณ์ที่ใช้สวมคู่กับกิโมโน (着付け小物 : Kitsuke-komono)

Happi (法被)
     เป็นอีกชนิดหนึ่งของ Haori ที่แต่ก่อนมักสวมโดยพ่อค้าแม่ค้า แต่ปัจจุบัน Happi ได้กลายเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานเทศกาลต่างๆ อย่างแยกไม่ออก

Hiyoku (ひよく)
     กิโมโนชั้นใน ซึ่งสมัยก่อนผู้หญิงจะสวมก่อนสวมกิโมโนทับอีกชั้นเสมอ แต่ปัจจุบันจะสวมเฉพาะในโอกาสพิเศษที่มีความเป็นทางการ เช่น งานแต่งงาน โดยในวัฒนธรรมการแต่งกายของกิโมโนชั้นสูงจะมีการสวม Hiyoku หลายชั้นก่อนสวมกิโมโนตัวจริงทับ

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.junihitoe.net)
Juunihitoe (十二単) วัฒนธรรมการสวมกิโมโนในราชสำนักที่ต้องสวมกิโมโนและ Hiyoku รวมกว่า 12 ชั้น

Juban (襦袢) และ Hadajuban (肌襦袢)

     ซับในกิโมโน ใช้สวมก่อน Nagajuban (長襦袢) โดยคำว่า Hadajuban หมายความถึงส่วนเสื้อ ส่วนส่วนที่เป็นกระโปรงคล้ายผ้าถุงจะเรียกว่า Susoyoke (裾よけ)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก wanadesiko on Rakuten)
Kimono surippu (着物スリップ) เป็น Juban แบบชิ้นเดียวทั้งตัว
เกิดจากการผสมกันระหว่าง Hadajuban และ Susoyoke

Jittoku (十徳)
     บางครั้งอาจเรียก Jittoku Haori (十徳羽織) เป็นชนิดหนึ่งของเสื้อคลุม Haori ที่สวมโดยผู้ชายเท่านั้น Jittoku ทำมาจากผ้า Ro (絽) หรือ Sha (紗) ขึ้นอยู่กับฤดูกาล โดยตัว Jittaku มีความยาวถึงสะโพก และมีสายสำหรับรัดด้านหน้าที่ทำจากผ้าชนิดเดียวกันกับตัวเสื้อ บริเวณข้อมือถูกออกแบบให้เปิดกว้างทั้งหมด ต่างจาก Haori ธรรมดาที่จะมีช่องเล็กๆ สำหรับให้มือผ่านได้เท่านั้น และจะไม่มีการเพิ่มสัญลักษณ์ประจำตระกูลเพื่อเพิ่มระดับความเป็นทางการใดๆ ทั้งสิ้น
     Jittoku มีต้นกำเนิดจากยุค Kamakura (ค.ศ.1185-1333) และยุค Edo (ค.ศ.1603-1868) สมัยนั้นคนที่จะสวม Jittoku คือ หมอ นักบวช ปราชญ์ขงจื๊อ และผู้เชี่ยวชาญด้านพิธีชงชาของญี่ปุ่น ปัจจุบันกลุ่มคนที่สวม Jittoku ในชีวิตประจำวันก็เห็นจะมีแต่ผู้ประกอบพิธีชงชาที่อยู่ในขั้นสูงๆ

Nagajuban (長襦袢)
     ซับในกิโมโนที่สวมได้ทั้งชายและหญิง นิยมสวมด้านในก่อนสวมกิโมโนตัวจริงทับ เนื่องจากกิโมโนส่วนใหญ่มีสวดลายที่ดูแลรักษาความสะอาดยาก การสวมซับในชั้นหนึ่งก่อน จะช่วยให้กิโมโนตัวจริงเปื้อนน้อยลง จึงไม่ต้องซักมากให้เสี่ยงลายเสียหายโดยใช่เหตุ ส่วนเดียวของ Nagajuban ที่เห็นได้จากภายนอกแม้จะสวมกิโมโนทับอีกชั้นไปแล้วก็คือปก Nagajuban หลายแบบมีปกที่สามารถแยกออกจากตัวชุดได้ เพื่อให้สามารถเปลี่ยนรูปแบบ ลาย และสีของปกให้เข้ากับกิโมโนตัวจริง และยังช่วยให้ซักทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นด้วย ซึ่งสีของ Nagajuban ที่มีระดับความเป็นทางการสูงคือสีขาว แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่เน้นลวดลายหรูหราและสีสีนสดใสประหนึ่งเป็นกิโมโนที่จะสวมด้านนอกจริงๆ และตั้งแต่ที่กิโมโนของผู้ชายถูกปรับรูปแบบให้เรียบง่ายขึ้น Nagajuban ของผู้ชายก็กลับพัฒนาในทางตรงกันข้าม คือมีการใส่ลวดลายและสีสันสดใสโดดเด่นลงไปมากขึ้น

Kanzashi (簪)
     เครื่องประดับผมของผู้หญิงแบบญี่ปุ่นโบราณที่มีรูปแบบหลากหลายมาก ซึ่งคำๆ นี้ยังรวมไปถึงดอกไม้จากผ้า หวีเสียบ และปิ่นหยกด้วย

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก kwc_photo on Instagram)
ไมโกะ Fumiyuki จาก Kamishichiken
Tsumami Kanzashi (つまみ簪) ดอกไม้ประดับผมจากผ้า
เป็นรูปแบบของดอกเบญจมาศ สำหรับเดือนตุลาคม

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก kyohanamachi_kawamura on Instagram)
ไมโกะ Kanako จาก Miyagawacho
Tsumami Kanzashi (つまみ簪) ดอกไม้ประดับผมจากผ้า
รูปแบบพิเศษเฉพาะช่วงเทศกาล Gion ในเดือนกรกฎาคม

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #15: อุปกรณ์เสริมของกิโมโน(1)

     อุปกรณ์ที่ใช้สวมคู่กับกิโมโน (着付け小物 : Kitsuke-komono)

Datejime (伊達締め) หรือ Datemaki (伊達巻き)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.cs-j.bb4u.ne.jp)
Datejime รูปแบบต่างๆ

     อาจเรียกได้ว้าเป็นโอบิชั้นใน ใช้ผูก Nagajuban (長襦袢 : กิโมโนชั้นใน) และกิโมโนตัวหลัก เพื่อยึดกิโมโนให้คงอยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม

Eri-sugata (衿姿)
     คอปกเสริมที่สามารถใช้สวมแทน Nagajuban (長襦袢 : กิโมโนชั้นใน) ในฤดูร้อนได้ เพราะในฤดูร้อน การสวม Nagajuban จะทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกอบอ้าวและไม่สบายตัวมาก โดย Eri-sugata นี้จะช่วยให้คอปกกิโมโนโค้งและอยู่ในตำแหน่งที่สวยงาม

Geta (下駄)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.e-geta.com)
Geta

     รองเท้าจากไม้ที่สวมได้โดยทั้งผู้หญิงและผู้ชายคู่กับยูคาตะ (浴衣 : กิโมโนฤดูร้อน) และ Geta ที่มีรูปแบบเฉพาะจะสวมโดยเกอิชา

Hakama (袴)
     กางเกงขายาวแบบญี่ปุ่นที่มีทั้งแบบแบ่งเป็นสองขา (
馬乗袴 : Umanoribakama) และแบบไม่แบ่งขา (行灯袴 : Andonbakama) โดยทั่วไปจะสวมโดยผู้ชาย ส่วนผู้หญิงก็สามารถสวมได้ แต่นิยมใช้ในโอกาสที่เป็นทางการน้อยกว่า Hakama จะเป็นจีบๆ คล้ายกระโปรง และใช้เส้นผ้ามัดให้เข้ากับตัวผู้สวม ทับโอบิ Hakama สำหรับผู้ชายจะมีส่วนคล้ายเบาะตรงเอวด้านหลัง (腰板 : Koshi-ita) ด้วย นอกจากนี้ Hakama ยังถูกสวมโดยนักกีฬาในศิลปะการป้องกันตัวแบบญี่ปุ่นหลากหลายแบบ เช่น ไอกิโด (合気道 : Aikido), เคนโด้ (剣道 : Kendo), ศิลปะการใช้ดาบ (居合道 : Iaidou) และศิลปะการใช้หอก (薙刀 : Naginata) สำหรับผู้หญิง จะสวม Hakama ในพิธีจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และใช้สวมโดย Miko (巫女) ในศาลเจ้าชินโต ทั้งนี้ระดับความเป็นทางการของ Hakama จะขึ้นอยู่กับสีหรือลวดลายบนผ้า

Hanten (袢纏)
     เสื้อคลุมแบบฉบับของคนใช้แรงงาน นิยมเสริมความหนาด้วยฟูกเพื่อความอบอุ่น อาจกล่าวได้ว่าตรงข้ามกับ Happi ที่บางกว่ามาก

Haori (羽織)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.hakama-girls.net)
Haori (เสื้อคลุมสีฟ้า-เทา)

     เสื้อคลุมที่มีความยาวถึงสะโพกหรือต้นขา ใช้สวมคู่กับกิโมโนเพื่อเพิ่มระดับความเป็นทางการ แต่ก่อน ผู้ชายเท่านั้นที่สวม Haori แต่ต่อมาในสมัยเมจิ เสื้อคลุมนี้กลายเป็นแฟชั่นในหมู่หญิงสาว ทำให้ปัจจุบันสามารถสวมได้ทั้งหญิงและชาย

Haori-himo (羽織紐)
     เชือกประดับพู่สำหรับผูกคู่กับ Haori โดยมีสีขาวเป็นสีที่เป็นทางการที่สุด

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia

กิโมโนศาสตร์ #14: กิโมโนสำหรับผู้ชาย

     ตรงกันข้ามกับกิโมโนของผู้หญิงที่สวยงานหรูหรา นั่นคือกิโมโนสำหรับผู้ชายที่มีความเรียบง่ายกว่ามาก ซึ่งปกติแล้วจะประกอบจากชิ้นส่วนหลักๆ 5 ชิ้น โดยไม่นับรวมรองเท้า

     แขนกิโมโนของผู้ชายจะติดอยู่กับตัวกิโมโนตลอด โดยไม่มีส่วนย้อยลงมาเป็นกระเป๋าแม้แต่นิ้วเดียว ต่างจากกิโมโนผู้หญิงที่มีแขนย้อยลงมาเป็นส่วนที่ไม่ติดกับตัวกิโมโนเยอะมาก ความยาวของแขนตามแนวตั้งในกิโมโนผู้ชายก็น้อยกว่าของผู้หญิงเช่นกัน เพื่อให้เข้ากันกับความกว้างของโอบิพอ
ดี

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก gaijinpot - blog)
ยูคาตะ (浴衣 : Yukata) กิโมโนฤดูร้อนสำหรับผู้ชาย 

     ใน
ยุคสมัยใหม่ ความแตกต่างหลักๆ ระหว่างกิโมโนชายและหญิงคือเนื้อผ้า กิโมโนทั่วไปของผู้ชายจะเรียบง่าย มีสีโทนมืด เช่น ดำ น้ำเงินเข้ม เขียว หรือน้ำตาล และจะมีการเคลือบผ้าแบบเฉพาะ บางแบบอาจมีสีอ่อนลงหรือมีลวดลายบ้าง แต่สิ่งเหล่านี้จะทำให้กิโมโนมีระดับความเป็นทางการลดหลั่นลงไป ยิ่งสดใสมากยิ่งมีความเป็นกิโมโนลำลองมาก (กิโมโนลำลอง ในที่นี้หมายความถึงกิโมโนที่สวมใส่ในบ้านทั่วไป ซึ่งก็คือมีระดับความเป็นทางการน้อยมากนั่นเอง) โดยนักซูโม่นั้นเป็นที่รู้กันดีว่ามีโอกาสได้สวมใส่กิโมโนสีสันสดใสบ่อยๆ เช่น สีแดงม่วง

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก brewminate.com)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest)
กิโมโนทั่วไปของผู้ชายจะเรียบง่าย และมีสีโทนมืด

     สำหรับกิโมโนผู้ชายที่มีระดับความเป็นทางการสูงที่สุดคือแบบที่ทำจากผ้าไหมสีพื้นดำล้วน พร้อมสัญลักษณ์ประจำตระกูล 5 จุด (บนหลัง 1 จุด, ไหล่ 2 จุด, และบนหน้าอกซ้ายขวา 2 จุด) อาจมีเพียงแค่ 3 จุดก็ได้ แต่ก็จะเป็นทางการน้อยลงไปด้วย

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia

วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #13: กิโมโนกับโอกาสต่างๆ

     ตาราง TPO (Time[เวลา], Place[สถานที่], Occasion[โอกาส]) ของกิโมโน เป็นตารางที่กำหนดความเหมาะสมของการสวมใส่กิโมโนแต่ละประเภทในโอกาสต่างๆ

ตาราง TPO แสดงประเภทของกิโมโนที่เหมาะสมกับโอกาสต่างๆ

หมายเหตุุ: Furisode
                 Tomesode
                     - Kuro Tomesode (สีดำ)
                     - Iro Tomesode (สีอื่นที่ไม่ใช่สีดำ)
                 Houmongi และ Tsukesage
                     - Formal Houmongi (มีสัญลักษณ์ประจำตระกูล)
                     - Casual Houmongi (ไม่มีสัญลักษณ์ประจำตระกูล)
                     - Formal Tsukesage (มีสัญลักษณ์ประจำตระกูล)
                     - Casual Tsukesage (ไม่มีสัญลักษณ์ประจำตระกูล)
                 Iromuji
                 Edo Komon
                 Komon
                 Tsumugi

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Immortalgeisha

วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #12: Edo Komon

     กิโมโน Edo Komon (江戸小紋着物)

     Komon (小紋) หมายถึง "ลายเล็กๆ" คำนี้ใช้เป็นชื่อเรียกกิโมโนประเภทที่มีลายเดิมซ้ำๆ ทั่วทั้งตัว โดย Edo Komon นี้เป็นชื่อเรียกกิโมโนที่มีความเฉพาะเจาะจงลงมาว่าต้องเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในแถบโตเกียวสมัยโบราณ ซึ่งก็คือ Edo (江戸) นั่นเอง ซึ่งลายของกิโมโนประเภทนี้จะสร้างมาจากจุดเล็กๆ หลายจุดรวมกัน

     ในสมัยโบราณ กิโมโน Edo Komon มีรูปแบบทั่วไปคือเป็นจุดสีขาวบนผ้ากิโมโนสีโทนน้ำเงิน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่ากรรมวิธีในการย้อมสีกิโมโน จะใช้ผ้าไหมดิบมารองทับผ้าจริงก่อนทาสีย้อมลงไป ส่วนที่ถูกบริเวณจุดในผิวของผ้าไหมดิบทับไว้ก็จะไม่ถูกย้อม และคงสีขาวไว้ แม้ปัจจุบันกิโมโนประเภทนี้จะมีสีพื้นที่หลากหลายขึ้น แต่สีจุดก็ยังคงเป็นสีขาวเรื่อยมา

กิโมโน Edo Komon มีลายเป็นจุดเล็กๆ ประกอบกัน

     ด้วยเหตุที่ลายจุดบนกิโมโน Edo Komon นั้นค่อนข้างเล็ก จึงทำให้สามารถเห็นเป็นสีพื้นได้ในระยะไกล สิ่งนี้ช่วยยกระดับให้กิโมโนประเภทนี้มีความเป็นทางการใกล้เคียงกับกิโมโนสีพื้น (Iromuji Kimono : 色無地着物) ใช้สวมใส่ได้ในงานเลี้ยงทั่วไป งานรับประทานอาหารค่ำ พิธีสำเร็จการศึกษา(สำหรับแขกที่เข้าร่วมเท่านั้น ตัวผู้สำเร็จการศึกษาเองถือว่าไม่เหมาะที่จะสวมกิโมโนประเภทนี้ไปร่วมงาน) และโอกาสทั่วไปในสังคม กิโมโน Edo Komon ใช้สวมใส่ได้หลากหลายโอกาสเช่นเดียวกับกิโมโนสีพื้น และจะมีความเป็นทางการมากขึ้นหากเพิ่มสัญลักษณ์ประจำตระกูลลงไป

การผูกเงื่อนโอบิ แบบ Taiko

     กิโมโน Edo Komon มักสวมคู่กับโอบิที่ผูกเงื่อน Taiko (Otaiko musubi : お太鼓結び) โดยเงื่อนนี้สามารถเป็นได้ทั้งแบบลำลอง และแบบทางการ ขึ้นอยู่กับลายและชนิดของผ้า หรือจะเพิ่มความไม่เป็นทางการสำหรับงานที่ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น ด้วยการเปลี่ยนมาผูกโอบิในเงื่อน Tsunodashi (Tsunodashi musubi : 角出し結び) หรือเงื่อน Ginza (Ginza musubi : 銀座結び) ก็ได้ สำหรับด้านชนิดของโอบินั้น โอบิ Nagoya (Nagoya obi : 名古屋帯) และโอบิ Hanhaba (Hanhaba obi : 半幅帯) ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับกิโมโน Edo Komon

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขบคุณข้อมูลดีๆ จาก Maihanami - blog

วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #11: Uchikake

     กิโมโน Uchikake (打掛着物)

     กิโมโน Uchikake เป็นกิโมโนทางการชั้นสูงที่สวมโดยเจ้าสาวหรือนักแสดงศิลปะแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมเท่านั้น ปกติแล้วกิโมโนประเภทนี้จะเต็มไปด้วยลวดลายปักจำนวนมาก โดยวิธีสวมที่ถูกต้องคือต้องสวมทับกิโมโนและผ้าคาดเอว (帯 : Obi) ปกติ โดยไม่ต้องมีผ้าคาดเอวอีกชั้น และปล่อยให้ชายกิโมโน Uchikake ยาวลากพื้น กิโมโนประเภทนี้จึงมีชายส่วนล่างที่ค่อนข้างหนา ซึ่งกิโมโน Uchikake สำหรับเจ้าสาวอาจมีสีขาวไปจนถึงสีแดงสดเป็นสีพื้นเลยก็ได้

กิโมโน Uchikake สำหรับ Oiran (花魁 : หญิงคณิกาสมัยญี่ปุ่นโบราณ)
ใช้ประกอบการร่ายรำแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม
จะสังเกตเห็นว่่า ชายกิโมโนสีส้มส่วนล่างเป็นชั้นที่หนามาก

กิโมโน Uchikake จะสวมทับกิโมโนและผ้าคาดเอวปกติ
โดยไม่ต้องมีผ้าคาดเอวอีกชั้น

กิโมโน Uchikake สำหรับเจ้าสาว

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia

วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #10: Mofuku

     กิโมโน Mofuku (喪服着物)

     คำว่า Mofuku มีความหมายรวมถึงกิโมโนและอุปกรณ์ที่สวมคู่กันที่เป็นสีดำทั้งหมด ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถสวมใส่ในการไว้ทุกข์ได้หลากหลายระดับ โดยกิโมโน Mofuku มีลักษณะทั่วไป ดังนี้

     - สิ่งสวมใส่ที่อยู่ในขอบเขตของ Mofuku ต้องมีสีดำทั้งชิ้น หรือเป็นลายสีดำบนผ้าสีดำ (สำหรับโอบิหรืออื่นๆ) เท่านั้น
     - กิโมโน Mofuku จะมีสีดำทั้งหมด และต้องย้อมตราประจำตระกูลลงบนตัวกิโมโนทั้งหมด 5 จุด
     - กิโมโน Mofuku ผลิตขึ้นได้จากหลากวัสดุ รวมไปถึงผ้าไหม Rinzu และผ้าทอด้วย
     - กิโมโน Awase Mofuku (袷喪服 : กิโมโนประเภทที่มีซับใน) จะมีซับในเป็นสีขาว แต่กิโมโนรุ่นเก่าๆ ก็อาจมีซับในเป็นสีแดงได้
     - โอบิ (帯 : ผ้าคาดเอว) Mofuku อาจมีลายได้ แต่ต้องเป็นลายสีดำ
          ++ โอบิที่ใช้มักเป็นโอบิ Nagoya (名古屋帯) สามารถใช้โอบิ Fukuro (袋帯) แทนได้ แต่ไม่เป็นที่นิยม
          ++ โอบิ Hanhaba (半幅帯) สีดำ ไม่ถือเป็น Mofuku
     - เสื้อคลุม Haori (羽織) ที่เหมาะสมกับกิโมโน Mofuku ต้องมีสีดำทั้งตัว ไม่มีลาย และย้อมตราประจำตระกูล 1, 3 หรือ 5 จุด แม้เสื้อคลุมเหล่านี้จะไม่ถือเป็น Mofuku แต่ก็สามารถใช้ร่วมในโอกาสที่เป็นทางการได้
     - Obiage (帯揚げ : ผ้าคาดเหนือโอบิ) ก็มีลายได้เช่นกัน
          ++ Obiage แบบ Shibori สีดำ ไม่ถือเป็น Mofuku
          ++ สามารถใช้ Obiage สีขาวล้วนได้
     - Obijime (帯締め : สายรัดโอบิ) ต้องเป็นแบบแบน และมีสีดำทั้งเส้นเท่านั้น (สามารถใช้ Obijime สีขาวล้วนแทนได้)
     - รองเท้าที่เหมาะสมคือรองเท้า Zouri (草履) แต่รองเท้า Geta (下駄) สีดำไม่ถือเป็น Mofuku

กิโมโน Mofuku

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Immortalgeisha

วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #9: Hikuzuri และ Susohiki

     กิโมโน Hikizuri (引きずり着物)

     กิโมโน Hikizuri หรือ Susohiki (裾引き着物) ปกติแล้วจะสวมใส่โดยนักแสดงศิลปะญี่ปุ่นแบบโบราณ และเกอิชา โดยกิโมโนประเภทนี้มีความยาวมากกว่ากิโมโนปกติมาก เพราะต้องการให้ส่วนล่างของตัวกิโมโนยาวลากพื้นเมื่อสวมใส่ทำการแสดง ซึ่งคำว่า Susohiki แปลตรงตัวได้ว่า "กระโปรงยาวลากพื้น" กิโมโนของผู้หญิงแบบธรรมดามีความยาว 1.5 - 1.6 เมตร ในขณะที่กิโมโน Hikizuri สามารถมีความยาวได้ถึง 2 เมตร ลักษณะเด่นอีกประการของกิโมโนประเภทนี้คือ เมื่อถูกสวมโดยเกโกะ (芸子 : ใช้เรียกเกอิชาในสำเนียงคันไซ ส่วนมากหมายถึงเกอิชาในเกียวโต) หรือไมโกะ (舞妓 : เกโกะฝึกหัด) พวกเธอจะดึงกิโมโนส่วนล่างขึ้นไปเพื่อไม่ให้ถูกพื้นที่สกปรกในขณะเดิน เผยให้เห็นกิโมโนชั้นใน (Nagajuban : 長襦袢) ที่มีลวดลายสวยงาม

กิโมโน Hikizuri ใช้สำหรับสวมประกอบการร่ายรำ

กิโมโน Hikizuri มีความยาวมากกว่ากิโมโนธรรมดาถึงครึ่งเมตร
กิโมโนธรรมดา

เกอิชา โดยเฉพาะเกโกะและไมโกะในเกียวโตจะสวมกิโมโน Hikizuri เสมอ

เมื่อเกโกะและไมโกะสวมกิโมโน Hikizuri พวกเธอจะดึงกิโมโนส่วนล่างขึ้นเพื่อไม่ให้ถูกพื้นที่สกปรกในขณะเดิน
ผ้าสีแดงด้านล่างคือกิโมโนชั้นใน เรียกว่า Nagajuban

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia