แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ kimono แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ kimono แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กิโมโนศาสตร์ #21: วิธีดูแลกิโมโน(3) วิธีซักชุดยูกาตะ

การซักด้วยเครื่องซักผ้า
     ชุดยูการตะส่วนใหญ่สามารถซักโดยใช้เครื่องซักผ้าได้ แต่หากคุณเพิ่งสวมมันไปแค่ครั้งเดียว การทำความสะอาดด้วยน้ำก็เพียงพอแล้ว

     1. พับยูกาตะ แล้วนำไปใส่ในถุงซักผ้าขนาด 40 cm x 50 cm โดยประมาณ นี่จะช่วยไม่ให้ยูกาตะยับย่นระหว่างการปั่นซัก
     2. เลือกรูปแบบการปั่นของเครื่องซักผ้าให้เบาที่สุด และเป็นแบบสำหรับผ้าบาง จากนั้นให้ปั่นประมาณ 30 วินาที
     3. การซักอาจทำให้ยูกาตะสีตกได้เล็กน้อย ดังนั้นจึงต้องซักยูการตะแยกจากเสื้อผ้าอื่นๆ

การซักด้วยมือ
     1. แนะนำให้ซักในอ่างล้างหน้า หรือหากไม่มีอ่างล้างหน้า อาจใช้กล่องใส่เสื้อผ้าทรงสี่เหลี่ยมแทนได้
     2. จุ่มยูกาตะลงในน้ำ แล้วใช้มือกดลงไปหลายๆ ครั้ง (ระหว่างการซักและการบิด พยายามทำให้ยูกาตะพับอยู่ในรอยพับตามแนวผ้าที่ถูกต้อง เพื่อรักษารูปทรงของชุดเอาไว้ และให้ใช้น้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นจะช่วยไม่ให้ผ้าหดตัว)
     3. การทำให้ยูกาตะแห้ง ให้พาดผ้าขนหนูผืนใหญ่ลงไปก่อนแล้วค่อยตากยูกาตะทับลงไป หลังจากนั้น คลุมยูกาตะด้วยผ้าขนหนูอีกผืน
     4. หากต้องการให้ยูกาตะมีผิวสัมผัสที่แข็งขึ้น ลองจุ่มชุดลงในน้ำผสมน้ำยาจัดทรงผม (Styling liquid) ในกรณีนี้ เมื่อซักเสร็จแล้วห้ามบิด แต่ปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ หรือหากวิธีนี้ซับซ้อนเกินไป ก็ให้ซักยูกาตะตามปกติ ตากให้แห้ง แล้วค่อยใช้สเปรย์จัดแต่งทรงผมฉีดพรมๆ ลงบนเนื้อผ้า จากนั้นก็รีดยูกาตะให้เรียบ จะทำให้เนื้อผ้าแข็งมากขึ้น

วิธีตากชุดยูกาตะ
     ให้ตากยูกาตะไว้สูงๆ และไม่ถูกพื้น ที่สำคัญคือต้องตากเป็น “แนวตรง” โดยใช้แท่งเหล็กหรืออื่นๆ ที่ยาวมากพอและสะอาดแทนไม้แขวนผ้า จะช่วยไม่ให้ยูกาตะเสียรูปทรง

(ขอขอบคุณรูปภาพ จาก www.savacoolandsons.com)
การตากกิโมโนใน “แนวตรง”

วิธีรีดชุดยูกาตะ

     ช่วงที่รีดยูกาตะออกมาได้ดีที่สุดคือช่วงที่ชุดยังหมาดๆ (ไม่เปียกหรือแห้งจนเกินไป) โดยเริ่มรีดจากคอปกก่อน และต้องไม่ลืมที่จะจับให้ยูกาตะพับอยู่ในรอยพับตามแนวผ้าที่ถูกต้อง อาจใช้ผ้าขนหนูห่อชุดแล้ว

วิธีซักยูกาตะที่ควรหลีกเลี่ยง

     ไม่ควรนำชุดยูกาตะไปซักแห้ง เพราะการซักแห้งไม่สามารถกำจัดเหงื่อออกจากชุดได้ แม้ว่าการซักแห้งจะทำให้ผลงานที่ได้ออกมาดูสะอาดมากก็ตาม โดยเหงื่อที่ตกค้างอยู่ในเนื้อผ้าจะทำให้ยูกาตะสีตกมากขึ้น

การตกสีของยูกาตะ
     การที่ยูกาตะมีสีตกนั้นเป็นเรื่องธรรมดา สีจะตกทีละน้อยในทุกๆ ครั้งที่ซัก จึงต้องซักยูกาตะแยกจากผ้าทั่วไปเสมอ และต่อไปนี้คือวิธีง่ายๆ ในการหลีกเลี่ยงการตกสีของยูกาตะด้วยตัวคุณเอง

     1. ซักด้วยผงซักฟอกที่เป็นกลาง (คือไม่เป็นกรดหรือด่างจนเกินไป) มากที่สุด ยิ่งผงซักฟอกเป็นด่างมากเท่าไร โอกาสที่สีจะตกก็ยิ่งมากขึ้น ซึ่งผงซักฟอกส่วนมากจะเป็นด่างอยู่แล้ว จึงควรเลือกชนิดให้ดี
     2. เติมน้ำที่จะใช้ซักให้พอดีกับปริมาตรของผ้า การซักด้วยปริมาณน้ำที่น้อยเกินไปจะทำให้ สีละลายตกลงไปในน้ำมากขึ้น แล้วสียูกาตะของคุณก็จะซีดเร็วขึ้น แต่หากไม่แน่ใจว่าปริมาณน้ำนั้นเพียงพอหรือยัง ให้เติมน้ำให้มากเข้าไว้
     3. ใช้น้ำเย็น (น้ำเย็นช่วยให้สีตกน้อยลง แต่น้ำอุ่นจะช่วยป้องกันไม่ให้ผ้าหดตัว ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นในส่วนของการซักชุดยูกาตะด้วยมือ)

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Kyoto Yumeyakata on Facebook
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561

กิโมโนศาสตร์ #20: วิธีดูแลกิโมโน(2) การทำความสะอาดกิโมโนด้วยตนเอง

     การทำความสะอาดกิโมโนด้วยตนเองที่บ้านเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่ต้องพึงตระหนักเสมอว่า มีกิโมโนบางประเภทเท่านั้นที่ทำความสะอาดเองได้ และการซักด้วยตนเองที่บ้านก็เป็นการเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำให้กิโมโนของคุณเสียหาย เพราะแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ก็ต้องใช้ระยะเวลาลองผิดลองถูก สั่งสมเป็นประสบการณ์และเทคนิคเฉพาะที่ถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น

ประเภทของกิโมโนที่ไม่ควรทำความสะอาดด้วยตนเอง
     1. กิโมโนผ้าไหม
     2. กิโมโน Shibori
     3. กิโมโนที่ประกอบไปด้วยการตกแต่ง เช่น แผ่นทอง ปักดิ้น
     4. กิโมโนที่มีซับใน


(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Aiyama on Rakuten)
กิโมโน Shibori

     แม้แต่การจุ่มกิโมโนประเภทดังกล่าวลงไปในน้ำ นั่นก็เป็นการเสี่ยงที่จะทำให้ผ้ายับย่นแล้ว ดังนั้นถ้ากิโมโนของคุณมีราคาแพง สวยงามหรือทำด้วยวัสดุที่ดูแลยากมาก ขอแนะนำให้คุณนำกิโมโนชุดนั้นไปหาผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า


จะรู้ได้อย่างไรว่าเราสามารถทำความสะอาดกิโมโนชุดนั้นได้เอง
     วิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อตรวจสอบว่ากิโมโนตัวนั้นสามารถซักเองที่บ้านได้ไหมคือให้มองหาป้ายผ้าที่ติดมากันกิโมโน ถ้ามีสัญลักษณ์ดังต่อไปนี้ก็แปลว่าคุณ “อาจจะ” ซักมันได้ในน้ำที่อุณหภูมิไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก 123rf)

     กิโมโนฤดูร้อนที่ไม่มีซับในและทำมาจากผ้าฝ้ายแบบหนา ผ้าขนสัตว์ หรือผ้าสังเคราห์อย่างโพลีเอสเตอร์ คือตัวอย่างของกิโมโนที่อาจทำความสะอาดได้เองที่บ้าน

วิธีทำความสะอาดกิโมโนด้วยตนเอง
     1. พับกิโมโนด้วยวิธีเฉพาะ เรียกว่า Sodedatami (袖畳み)

(ขอขอบคุณวิดีโอดีๆ จาก kimonon1 on Youtube)
Sodedatami

     2. ใส่กิโมโนลงไปในถุงซักผ้า ลองหาถุงซักผ้าที่มีขนาดพอดีกับขนาดของกิโมโนที่พับแล้ว

     3. ใช้ผงซักฟอกที่เจือจางมากๆ และอย่าให้เป็นด่างแก่ เพราะความด่างของผงซักฟอกจะทำลายสีสันของกิโมโน
     4. ตั้งระบบเครื่องซักผ้าให้เป็นแบบเบาที่สุดสำหรับผ้าบาง แม้แต่การปั่นแบบปานกลางก็อาจทำลายทรงกิโมโนของคุณได้
     5. แขวนตากกิโมโนแบบแนวตรงในที่แห้งที่มีอากาศถ่ายเทสม่ำเสมอและห้ามถูกแดดโดยตรง

(ขอขอบคุณรูปภาพ จาก www.savacoolandsons.com)
การตากกิโมโนใน “แนวตรง"

สิ่งที่ทำให้กิโมโนสกปรก

     1. น้ำมันจากผิวหนัง
     2. ฝุ่นผง (ทั้งที่ลอยในอากาศและจากพื้นดิน)
     3. เหงื่อ
     4. รา

     เมื่อคุณสวมกิโมโนชุดใดไปแล้ว แม้ว่าจะไม่มีร่องรอยความสกปรกที่เห็นได้ชัดเจน แต่ถ้าคุณไม่คิดว่าจะสวมชุดนี้อีกในเร็วๆ นี้ ให้นำกิโมโนชุดชี้ไปซักทำความสะอาดเสียจะดีกว่า


จุดที่มักเกิดร่องรอยความสกปรกบนตัวกิโมโน
     1. คอปก เป็นจุดที่อยู่ใกล้ใบหน้า จึงได้รับทั้งเหงื่อและเครื่องสำอาง
     2. แขน จุดนี้มักเต็มไปด้วยเหงื่อ น้ำมันจากผิว และเศษเนื้อเยื่อตายที่หลุดออกมาจากแขน
     3. ส่วนด้านหน้า ที่คุณมักทำอาหารหรือเครื่องดื่มหกใส่
     4. ด้านใน รอบๆ ส่วนเอว ที่ซับเหงื่อจากความร้อนไว้
     5. ขอบด้านล่าง เมื่อคุณเดิน นั่นจะทำให้ขอบด้านล่างของกิโมโนสกปรก

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเมื่อคุณทำบางสิ่งเลอะกิโมโน
ทำ !
     ตบรอยเลอะเบาๆ ด้วยผ้าเช็ดหน้า แล้วปล่อยให้ผ้าเช็ดหน้าซับคราบสกปรกนั้น แต่หากสิ่งที่เลอะมีส่วนประกอบของน้ำมัน เช่น เครื่องสำอางหรือหมึกน้ำมัน ให้หากระดาษชำระสอดเข้าไปใต้ผ้าในส่วนที่เลอะ แล้วเตรียมผ้าฝ้ายสะอาดสีขาวที่พรมด้วยแอลกอฮอล์เล็กน้อยวางทับด้านนอกของผ้า ลักษณะที่ออกมาจะเหมือนการประกบแซนด์วิชโดยให้ผ้าของกิโมโนอยู่ตรงกลาง ตบลงไปบนผ้าฝ้ายจนผ้านั้นซับคราบน้ำมันออกมา พยายามทำให้ได้มากที่สุด

     แต่ถ้าสิ่งที่เลอะมีส่วนประกอบของน้ำ เช่น ชา สาเก ซอสต่างๆ ให้หากระดาษชำระสอดเข้าไปใต้ผ้าในส่วนที่เลอะ เตรียมผงซักฟอกที่เจือจางมากๆ ในน้ำ แล้วนำไปป้ายลงบนจุดที่เลอะ ตามด้วยการตบเบาๆ(ห้ามถูหรือขัด) ซึ่งการตบนี้ให้ใช้ผ้าฝ้ายสะอาดสีขาวหรือแปรงสีฟันสะอาดก็ได้


ห้ามทำ !
     ห้ามขัด ถู หรือเช็ดรอยเลอะโดยเด็ดขาด เพราะนั่นจะเป็นการทำให้รอยแผ่กระจายกว้างขึ้น และการทำความสะอาดมันก็จะยิ่งยากไปกว่าเดิม

     และหากคุณอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้กิโมโนของคุณเลอะ อย่าใช้ Oshibori(おしぼり : ผ้าคล้ายผ้าขนหนูที่มักม้วนไว้เป็นแท่ง) ที่วางอยู่บนโต๊ะเช็ดกิโมโน เพราะผ้านั้นอาจมีส่วนประกอบของสารเคมีที่อาจทำลายสีของตัวกิโมโนได้

กิโมโนกับการรีด
ต่อไปนี้คือเทคนิคพื้นฐานที่ใช้ในการรีดกิโมโน
     1. ห้ามพรมน้ำ โดยเฉพาะกับกิโมโนผ้าไหม น้ำจะทำให้กิโมโนยับย่น
     2. ห้ามปรับอุณหภูมิเตารีดสูงเกินไป
     3. ห้ามรีดลงไปบนตัวกิโมโนโดยตรง แต่ให้ใช้ผ้าฝ้ายวางลงไปก่อนรีด เพื่อกั้นระหว่างผิวผ้ากิโมโนกับผิวหน้าเตารีด
     4. ห้ามรีดจากด้านนอก ให้รีดจากด้านใน
     5. ห้ามรีดส่วนที่ถูกตกแต่ง เช่น ส่วนที่ปักดิ้น ติดแผ่นทอง เพราะความร้อนจะทำลายสีตรงส่วนนั้น

     เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ คือ ถ้ามีรอบยับบนตัวกิโมโนของคุณ ลองนำกิโมโนตัวนั้นไปแขวนไว้ก่อน เมื่อเวลาผ่านไปก็ให้ดูว่ารอยนั้นหายไปไหม ถ้าไม่หายไป ให้คุณนึกจินตนาการดีๆ ว่าส่วนนั้นสามารถมองเห็นได้เมื่อสวมใส่ไหม ถ้ามองเห็นได้ก็ให้นำกิโมโนไปรีดเสีย แต่ถ้าส่วนนั้นอยู่ด้านในอยู่แล้วคุณก็ไม่จำเป็นต้องรีดก็ได้


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก www.onegai-kaeru.jp
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

กิโมโนศาสตร์ #19: วิธีดูแลกิโมโน(1) ความรู้ทั่วไป

     ในอดีต การทำความสะอาดกิโมโนจะต้องแยกชิ้นส่วนทั้งหมดออกจากกันก่อน เมื่อซักและแห้งแล้วก็นำมาเย็บประกอบกันอีกครั้ง วิธีทำความสะอาดกิโมโนแบบนี้เรียกว่า Arai Hari (洗い張り) และเนื่องด้วยผู้ซักจะต้องนำด้ายที่เย็บชิ้นผ้าติดกันออกก่อนนำไปทำความสะอาด กิโมโนสมัยก่อนจึงต้องเย็บด้วยมือเท่านั้น ซึ่งการจะทำ Arai Hari ได้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงและยังมีขั้นตอนที่ยาก ทำให้ความนิยมสวมกิโมโนของชาวญี่ปุ่นลดลงไปมาก ต่อมาก็มีการพยายามพัฒนาผ้าสมัยใหม่ควบคู่ไปกับการพัฒนาวิธีการทำความสะอาดกิโมโนให้ง่ายขึ้น แม้ขั้นตอนของ Arai Hari ได้ถูกตัดออกไปแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังอนุรักษ์โดยการฝึกฝนสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อการทำความสะอาดเฉพาะด้าน โดยเฉพาะเครื่องสวมใส่ที่วิจิตรและมีราคาแพง

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Kozakai-co)
Arai Hari

     ปัจจุบัน กิโมโนที่สั่งทำขึ้นแบบเฉพาะจะถูกส่งให้ลูกค้า แต่นั่นมักเป็นกิโมโนที่มีการเย็บชิ้นผ้าบริเวณขอบด้านนอกติดกันไว้แบบหลวมๆ การเย็บลักษณะนี้เรียกว่า Shitsuke (しつけ) ผู้ผลิตกิโมโนจะเย็บตัวกิโมโนมาแบบหลวมและหยาบเพื่อป้องกันไม่ให้กิโมโนย่นหรือเป็นรอยพับระหว่างการขนส่ง ซึ่งลูกค้าที่สั่งนั้นก็ต้องนำ Shitsuke Ito (しつけ糸 : ด้ายของการทำ Shitsuke) ออกก่อนสวมใส่ด้วย

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Yagi-yan on Ameblo)
ด้ายที่คล้ายกับเนาไว้คือ Shitsuke Ito

     เช่นเดียวกับเครื่องสวมใส่อื่นๆ ของชาวญี่ปุ่น การพับกิโมโนก็มีวิธีการเฉพาะด้าน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยรักษาเนื้อผ้าและป้องกันไม่ให้ผ้ายับย่นเวลาพับเก็บ โดยมีกระดาษชนิดพิเศษที่ใช้ห่อกิโมโนก่อนเก็บเข้าตู้ เรียกว่า Tatoushi (たとう紙)

     แต่ก่อน กิโมโนต้องถูกนำมาตากอากาศให้แห้งทั้งก่อนและหลังสวมใส่ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบซักแห้งกิโมโนมากกว่า แม้ว่าการซักแห้งจะแพงมาก แต่ก็ยังแพงน้อยกว่า Arai Hari แต่การซักแห้งก็ยังมีข้อจำกัดคือ อาจใช้ทำความสะอาดผ้าบางชนิดไม่ได้ เช่น ผ้าย้อมสี


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำความสะอาดกิโมโน

     - เมื่อใดก็ตาม หากคุณสวมใส่กิโมโนตัวนั้นไปแล้ว ให้นำกิโมโนมาแขวนในที่แห้งและห้ามถูกแดดโดยตรง กระนั้นก็ห้ามแขวนนานกว่า 1 วัน จากนั้นให้พับแล้วนำไปเก็บในที่แห้งและสะอาด


     - ใช้ผ้านุ่มๆ เช่น ผ้าขนหนู ผ้าขนสัตว์ หรือผ้ากำมะหยี่ เช็ดปัดฝุ่นกิโมโน

     - ต้องรีบทำความสะอาดคราบต่างๆ ทันที อาจใช้น้ำมันเบนซินทำความสะอาดคราบเครื่องสำอาง ดิน หรือน้ำมันอื่นๆ ขั้นแรกให้วางผ้าขนหนูสีขาวลงบนแผ่นรองรีดหรือโต๊ะ วางส่วนของกิโมโนที่มีคราบเปื้อนลงไปทับบนผ้าขนหนู แล้วเทน้ำมันเบนซินลงบนผ้าพันแผล(ผ้ากอซ) จากนั้นนำผ้าพันแผลนั้นตบเบาๆ ลงบนส่วนที่เปื้อน ห้ามเช็ดหรือถูลงบนกิโมโนโดยตรง เว้นแต่ว่าคราบนั้นจะกระจายฝังลึกลงไปบนเนื้อผ้าแล้ว

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Aiyama on Rakuten)
การสร้างลวดลายบนผ้าด้วยเทคนิค Shibori

     - การรีดกิโมโนใช้ผ้ารองรีด (Pressing Cloth) และเตารีดรีดตัวกิโมโนจากด้านใน ค่อยๆ ใช้เตารีดกดลงไปบนรอยยับเบาๆ โดยห้ามรีดลงบนส่วนที่สะท้อนแสงวิบวับหรือส่วนที่ปักด้วยด้าย เพราะความร้อนอาจทำให้สีและคุณภาพของส่วนนั้นลดลง เช่นกันส่วนที่เป็น Shibori (絞り) ก็ห้ามรีดโดยตรง เพราะจะทำให้เนื้อผ้าเรียบลงไปจนขาดความสวยงาม และที่ขาดไม่ได้เลยคือห้ามใช้เตารีดไอน้ำ ต้องใช้เตารีดธรรมดาเท่านั้น

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Wikipedia 
และ Ubuge.club
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561

กิโมโนศาสตร์ #18: Hiyoku กิโมโนชั้นใน

     ปัจจุบัน ความสำคัญของการสวมกิโมโนหลายชั้นได้ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา มีเพียงไมโกะและเกอิชาที่ยังคงสวมกิโมโนหลายชั้นอยู่ในสมัยนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้กิโมโนประกอบการร่ายรำที่งดงามมากยิ่งขึ้น เหล่าเกอิชามีเอกลักษณ์ของการสวมกิโมโนคือการดึงกิโมโนด้านหลังลงต่ำๆ เผยให้เห็นส่วนหลังของคอมากกว่าที่ปรากฏในการสวมกิโมโนของหญิงชาวบ้านธรรมดา นอกจากนี้ในงานแต่งงานในปัจจุบัน เจ้าสาวก็อาจสวมกิโมโนหลายชั้น คือสวมคู่กับ Hiyoku (ひよく : กิโมโนชั้นใน) ตามความเชื่อของลัทธิชินโต (神道: ลัทธิตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น) ของญี่ปุ่นได้เช่นกัน

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก kichirobi on Instagram)
ไมโกะ Fumiyuki จากโอกิยะ Katsufumi

     ไมโกะและเกโกะจะสวมกิโมโนที่เรียกว่า Susohiki (裾引き) หรือ Hikizuri (引きずり) ด้วยความยาวที่ลากถึงพื้นของกิโมโนประเภทนี้ ทำให้พวกเธอต้องดึงส่วนล่างของกิโมโนขึ้นมาเวลาเดิน เพื่อไม่ให้ปลายด้านล่างของกิโมโนเปื้อนฝุ่นจากพื้นดิน เราจึงสามารถมองเห็น Hiyoku ของไมโกะและเกโกะได้ไม่ยากนัก

     อีกหนึ่งรูปแบบของการสวม Hiyoku คือกิโมโนของเจ้าสาว นิยมสวมกิโมโนหลายๆ ชั้น โดยกิโมโนตัวหลักต้องเป็นสีขาวเท่านั้น แต่อาจสวมกิโมโนที่เรียกว่า Uchikake (打掛) ที่มีสีอ่อนคลุมอีกชั้นได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว Hiyoku ของกิโมโนเจ้าสาวก็มีสีแดงเหมือนกัน แต่กิโมโนชั้นในเหล่านั้นจะถูกสวมด้านใน ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก  E-kimono rental on Rakuten)
กิโมโนของเจ้าสาว

     ตามวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น กิโมโนจะใช้สวมคู่กับ Hiyoku โดย Hiyoku จะเปรียบเสมือนกิโมโนตัวที่สองนอกจากกิโมโนตัวหลัก ใช้สวมเป็นอีกชั้นด้านในก่อนสวมกิโมโนหลัก ตัว Hiyoku ช่วยให้ลักษณะกิโมโนที่สวมเสร็จเรียบร้อยแล้วดูมีความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิมมากขึ้น ซึ่งคำว่า Hiyoku อาจหมายความถึงกิโมโนชั้นในเฉพาะส่วนล่างลงไป ที่จะปรากฏออกให้คนอื่นเห็นได้เมื่อสวมใส่ ในขณะที่ส่วนบนอาจไม่สามารถมองออกได้จากภายนอก จึงไม่จำเป็นต้องสวม Hiyoku ก็ได้

     แฟชั่นสมัยญี่ปุ่นโบราณ นิยมสวม Hiyoku เป็นกิโมโนชั้นในตลอดทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ในขณะที่แฟชั่นกิโมโนปัจจุบันจะนิยมสวมเป็นบางส่วนตามที่ได้กล่าวถึงด้านบน เป็นการให้ความรู้สึกพอเป็นพิธีการว่าจริงๆ แล้วผู้สวมกิโมโนมีการสวมชั้นในด้วยเท่านั้น

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Japan-talk
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #14: กิโมโนสำหรับผู้ชาย

     ตรงกันข้ามกับกิโมโนของผู้หญิงที่สวยงานหรูหรา นั่นคือกิโมโนสำหรับผู้ชายที่มีความเรียบง่ายกว่ามาก ซึ่งปกติแล้วจะประกอบจากชิ้นส่วนหลักๆ 5 ชิ้น โดยไม่นับรวมรองเท้า

     แขนกิโมโนของผู้ชายจะติดอยู่กับตัวกิโมโนตลอด โดยไม่มีส่วนย้อยลงมาเป็นกระเป๋าแม้แต่นิ้วเดียว ต่างจากกิโมโนผู้หญิงที่มีแขนย้อยลงมาเป็นส่วนที่ไม่ติดกับตัวกิโมโนเยอะมาก ความยาวของแขนตามแนวตั้งในกิโมโนผู้ชายก็น้อยกว่าของผู้หญิงเช่นกัน เพื่อให้เข้ากันกับความกว้างของโอบิพอ
ดี

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก gaijinpot - blog)
ยูคาตะ (浴衣 : Yukata) กิโมโนฤดูร้อนสำหรับผู้ชาย 

     ใน
ยุคสมัยใหม่ ความแตกต่างหลักๆ ระหว่างกิโมโนชายและหญิงคือเนื้อผ้า กิโมโนทั่วไปของผู้ชายจะเรียบง่าย มีสีโทนมืด เช่น ดำ น้ำเงินเข้ม เขียว หรือน้ำตาล และจะมีการเคลือบผ้าแบบเฉพาะ บางแบบอาจมีสีอ่อนลงหรือมีลวดลายบ้าง แต่สิ่งเหล่านี้จะทำให้กิโมโนมีระดับความเป็นทางการลดหลั่นลงไป ยิ่งสดใสมากยิ่งมีความเป็นกิโมโนลำลองมาก (กิโมโนลำลอง ในที่นี้หมายความถึงกิโมโนที่สวมใส่ในบ้านทั่วไป ซึ่งก็คือมีระดับความเป็นทางการน้อยมากนั่นเอง) โดยนักซูโม่นั้นเป็นที่รู้กันดีว่ามีโอกาสได้สวมใส่กิโมโนสีสันสดใสบ่อยๆ เช่น สีแดงม่วง

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก brewminate.com)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest)
กิโมโนทั่วไปของผู้ชายจะเรียบง่าย และมีสีโทนมืด

     สำหรับกิโมโนผู้ชายที่มีระดับความเป็นทางการสูงที่สุดคือแบบที่ทำจากผ้าไหมสีพื้นดำล้วน พร้อมสัญลักษณ์ประจำตระกูล 5 จุด (บนหลัง 1 จุด, ไหล่ 2 จุด, และบนหน้าอกซ้ายขวา 2 จุด) อาจมีเพียงแค่ 3 จุดก็ได้ แต่ก็จะเป็นทางการน้อยลงไปด้วย

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia

วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #13: กิโมโนกับโอกาสต่างๆ

     ตาราง TPO (Time[เวลา], Place[สถานที่], Occasion[โอกาส]) ของกิโมโน เป็นตารางที่กำหนดความเหมาะสมของการสวมใส่กิโมโนแต่ละประเภทในโอกาสต่างๆ

ตาราง TPO แสดงประเภทของกิโมโนที่เหมาะสมกับโอกาสต่างๆ

หมายเหตุุ: Furisode
                 Tomesode
                     - Kuro Tomesode (สีดำ)
                     - Iro Tomesode (สีอื่นที่ไม่ใช่สีดำ)
                 Houmongi และ Tsukesage
                     - Formal Houmongi (มีสัญลักษณ์ประจำตระกูล)
                     - Casual Houmongi (ไม่มีสัญลักษณ์ประจำตระกูล)
                     - Formal Tsukesage (มีสัญลักษณ์ประจำตระกูล)
                     - Casual Tsukesage (ไม่มีสัญลักษณ์ประจำตระกูล)
                 Iromuji
                 Edo Komon
                 Komon
                 Tsumugi

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Immortalgeisha

วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #12: Edo Komon

     กิโมโน Edo Komon (江戸小紋着物)

     Komon (小紋) หมายถึง "ลายเล็กๆ" คำนี้ใช้เป็นชื่อเรียกกิโมโนประเภทที่มีลายเดิมซ้ำๆ ทั่วทั้งตัว โดย Edo Komon นี้เป็นชื่อเรียกกิโมโนที่มีความเฉพาะเจาะจงลงมาว่าต้องเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในแถบโตเกียวสมัยโบราณ ซึ่งก็คือ Edo (江戸) นั่นเอง ซึ่งลายของกิโมโนประเภทนี้จะสร้างมาจากจุดเล็กๆ หลายจุดรวมกัน

     ในสมัยโบราณ กิโมโน Edo Komon มีรูปแบบทั่วไปคือเป็นจุดสีขาวบนผ้ากิโมโนสีโทนน้ำเงิน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่ากรรมวิธีในการย้อมสีกิโมโน จะใช้ผ้าไหมดิบมารองทับผ้าจริงก่อนทาสีย้อมลงไป ส่วนที่ถูกบริเวณจุดในผิวของผ้าไหมดิบทับไว้ก็จะไม่ถูกย้อม และคงสีขาวไว้ แม้ปัจจุบันกิโมโนประเภทนี้จะมีสีพื้นที่หลากหลายขึ้น แต่สีจุดก็ยังคงเป็นสีขาวเรื่อยมา

กิโมโน Edo Komon มีลายเป็นจุดเล็กๆ ประกอบกัน

     ด้วยเหตุที่ลายจุดบนกิโมโน Edo Komon นั้นค่อนข้างเล็ก จึงทำให้สามารถเห็นเป็นสีพื้นได้ในระยะไกล สิ่งนี้ช่วยยกระดับให้กิโมโนประเภทนี้มีความเป็นทางการใกล้เคียงกับกิโมโนสีพื้น (Iromuji Kimono : 色無地着物) ใช้สวมใส่ได้ในงานเลี้ยงทั่วไป งานรับประทานอาหารค่ำ พิธีสำเร็จการศึกษา(สำหรับแขกที่เข้าร่วมเท่านั้น ตัวผู้สำเร็จการศึกษาเองถือว่าไม่เหมาะที่จะสวมกิโมโนประเภทนี้ไปร่วมงาน) และโอกาสทั่วไปในสังคม กิโมโน Edo Komon ใช้สวมใส่ได้หลากหลายโอกาสเช่นเดียวกับกิโมโนสีพื้น และจะมีความเป็นทางการมากขึ้นหากเพิ่มสัญลักษณ์ประจำตระกูลลงไป

การผูกเงื่อนโอบิ แบบ Taiko

     กิโมโน Edo Komon มักสวมคู่กับโอบิที่ผูกเงื่อน Taiko (Otaiko musubi : お太鼓結び) โดยเงื่อนนี้สามารถเป็นได้ทั้งแบบลำลอง และแบบทางการ ขึ้นอยู่กับลายและชนิดของผ้า หรือจะเพิ่มความไม่เป็นทางการสำหรับงานที่ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น ด้วยการเปลี่ยนมาผูกโอบิในเงื่อน Tsunodashi (Tsunodashi musubi : 角出し結び) หรือเงื่อน Ginza (Ginza musubi : 銀座結び) ก็ได้ สำหรับด้านชนิดของโอบินั้น โอบิ Nagoya (Nagoya obi : 名古屋帯) และโอบิ Hanhaba (Hanhaba obi : 半幅帯) ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับกิโมโน Edo Komon

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขบคุณข้อมูลดีๆ จาก Maihanami - blog

วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #7: Iromuji

     กิโมโน Iromuji (色無地着物)

     คำว่า Iromuji แปลตรงตัวว่า "สีพื้นธรรมดา" กิโมโนประเภทนี้เป็นกิโมโนที่มีสีเดียวทั้งตัว หรืออาจมีลายเล็กน้อยจากผ้าก็ได้ (เช่นลายจากผ้าไหม Rinzu) แต่จะไม่มีลายอื่นๆ เลย ทำให้กิโมโน Iromuji ดูมีความแข็งแกร่ง โดยสามารถสวมได้ทั้งกับหญิงที่แต่งงานแล้ว หรือยังไม่แต่งงานก็ได้ และจะต้องมีสีอื่นใดก็ได้นอกจากสีขาวหรือดำ

กิโมโน Iromuji มีสีพื้นสีเดียวทั้งตัว

     กิโมโน Iromuji ที่มีสีอ่อน ด้วยความรู้สึกสง่างามที่มากกว่าเมื่อสวมใส่ จึงมักสวมโดยหญิงที่มีอายุ ส่วนหญิงสาวอายุน้อยก็เหมาะกับแบบที่มีสีสดใสฉูดฉาดมากกว่า ซึ่งโอกาสที่นิยมสวมกิโมโนประเภทนี้ก็คือในพิธีชงชา (Cha no yu : 茶の湯) เพราะหากจะสวมกิโมโน Furisode เข้าร่วม ก็ดูจะมีสีสันฉูดฉาดและเป็นทางการมากเกินไป

     ไม่เพียงแต่พิธีชงชา กิโมโนประเภทนี้สามารถสวมในโอกาสอื่นได้อีก เช่น งานแต่งงาน พิธีจบการศึกษา(สวมได้ในฐานะผู้ร่วมยินดีในงาน แต่หากเป็นผู้จบการศึกษาเองต้องสวมกิโมโนประเภทอื่น เช่น กิโมโน Furisode หรือ Hakama) งานเลี้ยง รับประทานมื้อค่ำ ชมการแสดง และอื่นๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะว่ากิโมโนประเภทนี้เข้าก้บโอบิหลายชนิด เช่น โอบิ Fukuro สำหรับโอกาสที่เป็นทางการมาก โอบิ Nagoya ที่มีความเป็นทางการระดับปานกลาง หรือแม้กระทั่งโอบิ Hanhaba สำหรับโอกาสไม่เป็นทางการ

     นอกจากนี้ เราสามารถเติมสัญลักษณ์ประจำตระกูลเพื่อเพิ่มความเป็นทางการให้กิโมโนประเภทนี้ได้ โดยกิโมโน Iromuji ที่ไม่มีสัญลักษณ์ประจำตระกูล ถือว่าไม่เป็นทางการมาก ในขณะที่แบบที่มีสัญลักษณ์ประจำตระกูล 5 จุดนั้นมีความเป็นทางการสูงกว่ามาก และเมื่อสวมโอบิคู่กับกิโมโน Iromuji แล้ว นิยมผูกเงื่อนโอบิแบบ Taiko musubi (太鼓結び) หรือรูปกลอง ซึ่งเป็นรูปแบบทั่วไปที่สุดนั่นเอง

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Maihanami - blog

วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #6: Komon

     กิโมโน Komon (小紋着物)

     กิโมโน Komon เป็นกิโมโนที่มีลายเหมือนกันตลอดทั้งตัว ชื่อกิโมโนประเภทนี้แปลตรงตัวได้ว่า "ลายเล็กๆ" แต่ความจริงแล้วไม้ต้องเป็นลายเล็กก็ได้ เพียงแค่เป็นลายเดียวกันทั่วกิโมโนก็จัดว่าอยู่ในประเภทนี้ และแตกต่างจากกิโมโน Houmongi ที่อาจมีลายเยอะคล้ายกัน แต่ไม่ซ้ำทั้งชุด


กิโมโน Komon มีลายเดียวซ้ำกันตลอดทั้งตัว

     กิโมโนประเภทนี้มีหลายได้หลากหลายแบบมาก ทั้งลายมาก ลา
ยน้อย ลากสดใส ลายยแบบเบาบาง ลายเรขาคณิต หรือแม้กระทั่งลายเส้น ซึ่งลายเหล่านี้มีความเชื่อว่า ยิ่งลายใหญ่ ยิ่งเหมาะสำหรับหญิงสาวที่อายุน้อย

     กิโมโน Komon ถูกจัดให้เป็นกิโมโนที่ไม่เหมาะสำหรับงานทางการ อาจเป็นโอกาสทั่วไปแทน เช่น งานเลี้ยงสังสรรค์ ใช้สวมเดินเล่นในเมือง ไปซื้อของ หรือใส่ในบ้าน ด้วยความไม่เป็นทางการเหล่านี้ จึงทำให้ไม่มีการเพิ่มความเป็นทางการให้กิโมโน Komon ด้วยการเติมสัญลักษณ์ประจำตระกูลลงไปบนหลังหรือแขนกิโมโน แต่บางครั้งก็อาจจัดเป็นระดับกึ่งทางการ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับลายว่าเหมาะสมหรือไม่ ในด้านชนิดของผ้า ผ้าไหมและใยสังเคราะห์จะมีความเป็นทางการมากกว่าผ้าธรรมดา และการเติมทองลงไปที่ลายบนกิโมโนจะเพิ่มระดับความทางการขึ้น

     โอบิเกือบทุกชนิดสามารถใส่คู่กับกิโมโนชนิดนี้ได้ ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับความเข้ากันของลาย และโอกาสที่ใส่ ทั้งยังสามารถมัดโอบิได้หลายเงื่อนมากกว่ากิโมโนทั่วไปด้วย

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Maihanami - blog

วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #5: Houmongi และ Tsukesage

     กิโมโน Houmongi (訪問着着物)

กิโมโน Houmongi จะมีลายที่ต่อเนื่องข้ามชิ้นผ้า

     กิโมโน Houmongi แปลตรงตัวได้ว่า "เครื่องสวมใส่ของผู้มาเยือน" เพราะเป็นกิโมโนสำหรับใช้สวมเมื่อต้องออกนอกบ้านของหญิงชนชั้นสูงในยุค Meiji (ค.ศ.1868-1912) กิโมโนประเภทนี้จัดอยู่ในกิโมโนระดับกึ่งทางการ ซึ่งสามารถสวมใส่ได้ทั้งหญิงโสดและหญิงที่แต่งงานแล้ว และนิยมใส่ในงานเลี้ยงหรืองานแต่งงาน โดยกิโมโน Houmongi นี้จะมีแขนที่สั้นกว่า Furisode (振袖) มาก และจะมีลายที่ต่อเนื่องกัน มากกว่า Tomesode (留袖) ที่มีลายเฉพาะด้านล่างถึงเอว

     สำหรับโอบิที่นิยมสวมคู่กันนั้น โดยทั่วไปจะเป็นโอบิ Fukuro (袋帯) ผูกด้วยเงื่อน Taiko (Taiko Musubi : 太鼓結び)

     กิโมโน Tsukesage (付け下げ着物)


กิโมโน Tsukesage มีลายเล็กๆ และไม่ต่อเนื่อง

     กิโมโน Tsukesage เป็นกิโมโนที่คล้ายกับ Houmongi แต่จะมีระดับความเป็นทางการที่น้อยกว่า และจะมีลายที่เล็กกว่า ซึ่งส่วนมากจะไม่ค่อยต่อเนื่องกันเหมือนกิโมโน Houmongi โดยมีลายที่ล่างระดับเอว บริเวณไหล่และแขนขวา และจะไม่ข้ามชิ้นผ้า ยกเว้นส่วนด้านหน้า (เมื่อสวม)

     กิโมโนประเภทนี้ถูกมองว่ามีความเป็นทางการน้อยกว่ากิโมโน Houmongi เว้นแต่ว่าจะมีสัญลักษณ์ประจำตระกูลปรากฎอยู่ด้านหลังตัวกิโมโน สิ่งนี้จะทำให้กิโมโน Tsukesage มีความเป็นทางการมากขึ้น


Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Maihanami - blog

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #4: Furisode กิโมโนแขนยาว


     กิโมโน Furisode (振袖) คือกิโมโนประเภทหนึ่งสามารถแยกออกจากประเภทอื่นได้ง่ายด้วยความยาวแขนที่มากกว่า สำหรับ Kofurisode (小振袖) แขนมักยาวประมาณ 85 เซนติเมตร และสามารถยาวได้มากถึง 114 เซนติเมตรสำหรับ Oufurisode (大振袖) โดยส่วนแขนกับส่วนตัวของกิโมโนไม่ได้ติดกันยาวตลอด แต่จะเว้นช่องเล็กๆ สำหรับสอดแขนเท่านั้น แล้วปล่อยแขนด้านในที่เหลือให้เป็นส่วนเปิด ทำให้สามารถมองเห็นกิโมโนซับในผ่านช่องนี้ได้

     กิโมโน Furisode สวมโดยหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน และถือว่าเป็นกิโมโนประเภทที่สุภาพที่สุด ทั้งยังถูกผลิตจากผ้าไหมความประณีต ส่วนมากกิโมโนประเภทนี้จะถูกซื้อหรือเช่าจากร้านโดยผู้ปกครองเพื่อนำไปให้ลูกสาวของพวกเขาสวมใส่ในพิธี Seijin no Hi (成人の日) เพื่อเฉลิมฉลองการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ของเด็กหญิงเมื่ออายุ 20 ปี โดยการสวมกิโมโน Furisode ในงาน เป็นการบอกเป็นนัยว่า พวกเธอยังโสดอยู่และเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย่างถูกกฎหมายตั้งแต่บัดนี้ ซึ่งก็แปลว่าพร้อมจะแต่งงานแล้วด้วย 

     กิโมโน Furisode มีต้นกำเนิดมาจากเสื้อผ้าของเด็กชนชั้นสูงทั้งชายและหญิงในช่วงยุคกลางของ ค.ศ.1500 ซึ่งสมัยนั้นผู้ใหญ่จะไม่สวมกิโมโนประเภทนี้ แรกๆ กิโมโน Furisode มีแขนสั้นเหมือนกิโมโนทั่วไป และใช้สวมกันทุกวัน โดยเวลาอันยาวนานที่ผ่านไปได้ทำให้แขนของกิโมโนประเภทนี้ยาวขึ้นมาก และนิยมสวมกันเฉพาะในโอกาสพิเศษ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เด็กผู้ชายก็สวมกิโมโนแขนยาวนี้เช่นกัน โดยจะสวมจนถึงอายุ 18 ก่อนร่วมพิธีเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ (Seijin no Hi : 成人の日) ส่วนเด็กหญิงจะสวมจนถึงอายุ 20 ก่อนแต่งงานหลังร่วมพิธีเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เช่นกัน ระยะแรกกิโมโนของเด็กหญิงและชายไม่ต่างกันมากนัก แต่หลังจากคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็เริ่มมีความแตกต่าง โดยกิโมโนของเด็กหญิงจะมีลายและสีที่สดใส ฉูดฉาดกว่าของเด็กชาย ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 20 กิโมโน Furisode นี้ถูกสวมใส่เฉพาะผู้หญิง อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมตะวันตก ที่มีการแบ่งแยกเพศเด็กหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่อย่างชัดเจนด้วยเครื่องแต่งกาย และเนื่องด้วยความเกี่ยวข้องของกิโมโนประเภทนี้กับเด็กหญิงมากกว่าวัยผู้ใหญ่ กิโมโน Furisode จึงได้ถูกแยกออกจากิโมโนแขนสั้น (Kosode : 小袖) ทั่วไป

     ปัจจุบัน แม้กิโมโน Furisode นี้จะไม่ได้ใช้สวมใส่บ่อยๆ เหมือนแต่ก่อนแต่ก็ยังใช้สวมในงานพิเศษ เช่น ในพิธีชงชา หรืองานแต่งงาน และด้วยราคาที่สูงขึ้นมาก ทำให้หญิงสาวหลายคนเลือกที่จะเช่ามามากกว่าซื้อในราคาเต็ม

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

กิโมโนศาสตร์ #3: ส่วนต่างๆ ของกิโมโน



     Dōura (胴裏) ซับในส่วนบนในกิโมโนผู้หญิง
     Eri (衿) คอปก
     Fuki (袘) ส่วนที่เย็บติดกันด้านล่าง
     Sode (袖) แขนกิโมโน
     Obi (帯) ผ้าผืนยาว ลักษณะคล้ายเข็มขัด ใช้รัดกิโมโนให้แน่น และใช้รักษา Ohashori ในกิโมโนผู้หญิงด้วย
     Maemigoro (前身頃) ชิ้นส่วนหลักด้านหน้า แบ่งเป็นสองชิ้นคือ ชิ้นซ้ายและชิ้นขวา
     Miyatsukuchi (身八つ口) ส่วนเปิดใต้ช่องแขน
     Okumi (衽) ชิ้นผ้าที่ใช้ต่อด้านหน้าตัวกิโมโนทั้งด้านซ้ายและขวา ยาวจากคอปก ลงไปจนถึงด้านล่าง
     Sodeguchi (袖口) ส่วนเปิดปลายแขนสำหรับสอดมือผ่าน
     Sodetsuke (袖付) ช่องระหว่างตัวกิโมโนกับแขนสำหรับสอดแขนผ่าน
     Susomawashi (裾回し) ซับในส่วนล่าง
     Tamoto (袂) ส่วนที่ห้อยลงมาของแขนคล้ายกระเป๋า
     Tomoeri (共衿) คอปกชั้นที่สอง ทับ Eri (衿)
     Uraeri (裏襟) คอปกส่วนด้านใน
     Ushiromigoro (後身頃) ส่วนหลักของกิโมโนที่อยู่ด้านหลัง(ไม่รวมแขน) โดยปกติถ้าเป็นผ้าธรรมดาจะเย็บติดกันสองชิ้น ชิ้นซ้ายและขวา แต่ถ้าเป็นขนสัตว์จะตัดให้เป็นชิ้นเดียวกันเลยตั้งแต่แรก

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia