วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2561

รำอย่างงาม ตามฉบับญี่ปุ่น #17: Ume to Sansan (Kamishichiken)

เพลง : Ume to Sansan (梅とさんさん)
แบบฉบับ : Kamishichiken

By: Breakthrough25L on Youtube
ไมโกะ Ichitaka จากโอกิยะ Ichi
และไมโกะ Katsuna จากโอกิยะ Daimonji

By: Kei Gekiku on Youtube
ไมโกะ Ichitaka จากโอกิยะ Ichi
และไมโกะ Katsuna จากโอกิยะ Daimonji

By: taoyakani on Youtube
ไมโกะ Ichitaka จากโอกิยะ Ichi
และไมโกะ Katsuna จากโอกิยะ Daimonji
(นาทีที่ 23:30-28:05)

Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561

เกอิชา นาฏนารี #17: เกอิชาชาวต่างชาติ

     ตั้งแต่สมัยคริสตศักราช 1970 ได้มีชาวต่างชาติหลายคนพยายามที่จะเป็นเกอิชาในญี่ปุ่น เริ่มแรก Liza Dalby ชาวอเมริกันได้ทำงานร่วมกับเกอิชาในเขต Ponto-chou (先斗町) ในเกียวโต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยระดับปริญญาเอกของเธอ แม้เธอจะได้อยู่ใกล้ชิดและได้เรียนรู้กับเกอิชาจริงๆ ในญี่ปุ่น แต่เธอก็ไม่เคยผ่านการเปิดตัวให้เป็นเกอิชาอย่างแท้จริง

     ในเขต Gion ของจังหวัดเกียวโตไม่ยอมรับชาวต่างชาติเข้ามาฝึกฝนเพื่อเป็นเกอิชา ในขณะที่เขตอื่นในจังหวัดอื่นๆ นั้นยอมรับชาวต่างชาติ และชาวต่างชาติสามารถทำงานเป็นเกอิชาได้อย่างถูกกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญมากคือต้องมีที่อยู่อาศัยถาวรในญี่ปุ่นเสียก่อน

     และต่อไปนี้คือตัวอย่างของชาวต่างชาติที่ฝึกฝนทักษะต่างๆ จนได้เป็นเกอิชาเต็มตัวในญี่ปุ่น

     1. Sayuki-san (Fiona Graham)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก hiveminer.com)
     เธอคือเกอิชาจากชนชาติผิวขาวคนแรกในญี่ปุ่น เธอเปิดตัวเป็นเกอิชาอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ.2007 ใน Asakusa (浅草) ของโตเกียว ต่อมาในปี ค.ศ.2011 เธอก็ได้ย้ายออกจาก Asakusa เนื่องจากคุณแม่ (お母さん : ผู้ดูแลโอกิยะ เปรียบเสมือนแม่ของเกอิชาทุกคนในโอกิยะนั้น) ประจำโอกิยะของเธอเลิกเป็นเกอิชาและปิดโอกิยะ (置屋 : สำนักเกอิชา) ที่เธอได้อาศัยอยู่มาโดยตลอดลง สมาคมเกอิชาประจำ Asakusa มีกฎว่าเกอิชาที่ประกอบอาชีพนี้มาเกินกว่า 4 ปีได้รับอนุญาตให้เปิดโอกิยะเป็นของตัวเองได้ แต่เมื่อคุณ Sayuki จะเปิดโอกิยะบ้าง เธอกลับถูกปฏิเสธและต่อต้านว้าไม่สามารถทำได้ เพียงเพราะเธอเป็นชาวต่างชาติ คุณ Sayuki เคยทำงานร่วมกับเกอิชาชาวญี่ปุ่นท่านอื่นๆ ทั้งในโตเกียวและในเขตอื่นทั่วญี่ปุ่นด้วย

     2. Rinka-san (Zhang Xue)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest)
     ชาวจีนจากเมืองเสิ่นหยาง ในมลฑลเหลียวหนิง เธอประกอบอาชีพเกอิชาในเมือง Shimoda จังหวัด Shizuoka

     3. Ibu-san (Eve)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.sayuki.net)
คุณ Ibu (ซ้าย) และคุณ Sayuki (ขวา)
     ชาวยูเครน เธอประกอบอาชีพเกโกะในเขต Anjo จังหวัด Aichi

     4. Juri-san (Maria)
     ชาวเปรู เธอประกอบอาชีพเกโกะในรีสอร์ท ที่ Yugawara จังหวัด Kanagawa

     5. Fukutarou-san (Isabella)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.japantimes.co.jp)
     ชาวโรมาเนียน ผู้ประกอบอาชีพเกอิชาในเขต Izu-Nagaoka ของจังหวัด Shizuoka

     6. Mutsuki-san (Yi Xin Sun)
     ชาวจีน ผู้ประกอบอาชีพเกอิชาในเขต Shinagawa ของโตเกียว

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #17: Hajiki no Nimono

     Hajiki no Nimono (はじきの煮物) เป็นอาหารยอดนิยมที่มักปรากฏในแทบทุกมื้อของชาวญี่ปุ่น อาหารจานนี้มีรสชาติเข้มข้น สามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลานาน และพร้อมที่จะถูกหยิบขึ้นมารับประทานเสมอ นิยมใส่ Hajiki ลงไปในกล่องเบนโตะ (Bentou : 弁当) ซึ่ง Hajiki no Nimono จัดว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่สุดในบรรดาอาหารญี่ปุ่นทั่วๆ ไป

     Hajiki คือสาหร่ายชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยสารอาหาร ทั้งใยอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ โดยเฉพาะธาตุเหล็กที่มีมากเป็นพิเศษ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใส่ใจกับการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีแล้ว สาหร่าย Hajiki คือตัวเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี แต่อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ สาหร่าย Hajiki มีสารหนูประกอบอยู่ด้วย แต่สิ่งนี้จะไม่ก่อให้เกิดปัญหา หากคุณไม่รับประทานมันมากเกินไป

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Japanesecooking101)
Hajiki no Nimono

ตำรับ Hajiki no Nimono

วัตถุดิบ
     1. สาหร่าย Hajiki อบแห้ง 50 กรัม
     2. แครอทขนาดกลาง ½ หัว
     3. Konnyaku (คล้ายวุ้น ทำมาจากมันฝรั่ง Konnyaku) ½ แผ่น
     4. เต้าหู้ทอด 1 ก้อน
     5. น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
     6. ซีอิ๊วขาว 4 ช้อนโต๊ะ
     7. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
     8. สาเก 1 ช้อนโต๊ะ
     9. มิริง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
     1. นำสาหร่าย Hajiki แห้งไปแช่น้ำในถ้วยประมาณ 30 นาที ระหว่างรอ ให้หั่นแครอท, Konnyaku, และเต้าหู้ทอดเป็นเส้นๆ ยาวประมาณ 2 นิ้ว
     2. หยิบสาหร่ายที่แช่ไว้ขึ้นจากน้ำ หรืออาจใช้วิธีกรองเพื่อแยกน้ำออกจากตัวสาหร่ายให้ได้มากที่สุด
     3. ตั้งกระทะ เทน้ำมันใส่ รอให้ร้อนแล้วเทสาหร่าย Hajiki, แครอท, Konnyaku, และเต้าหู้ทอดที่หั่นแล้ว ลงไปผัดรวมกัน 5 นาที จากนั้นเติมเครื่องปรุง (ซีอิ๊วขาว, น้ำตาล, สาเก, มิริง) ปรับไฟกลางแล้วปิดฝาทิ้งไว้ 10 นาที เสร็จแล้วเปิดฝา ทิ้งไว้อีก 5-10 นาทีจนกระทั่งส่วนที่เป็นของเหลวระเหยจนเกือบหมด
     4. ตักลงใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Japanesecooking101
Fumiou, Tai sakura Okiya

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

กิโมโนศาสตร์ #17: อุปกรณ์เสริมของกิโมโน(3)

     อุปกรณ์ที่ใช้สวมคู่กับกิโมโน (着付け小物 : Kitsuke-komono)

     Kimono Slip (着物スリップ)
     ซับในชิ้นเดียวตลอดตัว เหมือน Susoyoke (裾除け) รวมกับ Hadajuban (肌襦袢) เป็นชิ้นเดียวกัน

     Koshihimo (腰紐)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก nihonwasou-direct.com)
Koshihimo (腰紐)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก hitotoki on Rakuten)
Karihimo (仮紐)
     แถบผ้าแคบๆ ทำมาจากผ้าไหมหรือผ้าขนสัตว์ ใช้สำหรับผูกกิโมโนและซับในให้อยู่กับที่ตลอดกระบวนการการแต่งตัว และยังสามารถนำไปใช้กับการแต่งกายประเภทอื่นได้ด้วย โดยมี Karihimo (仮紐) ที่คล้ายกับ Koshihimo แต่จะต้องแก้ Karihimo ออกหลังผูกโอบิเสร็จ ในขณะที่ Koshihimo นั้นใช้ผูกแล้วสวมกิโมโนทับได้เลยโดยไม่ต้องแก้ออก ซึ่งชื่อ Koshihimo มีที่มาจากการใช้แถบผ้าเพื่อมัด Ohashori (おはしょり) บริเวณสะโพกในกิโมโนสำหรับผู้หญิง ทำให้ถูกเรียกว่า Koshihimo ที่แปลตรงตัวได้ว่า "แถบรัดสะโพก"

     Netsuke (根付/根付け)
     เครื่องประดับใช้เป็นตัวเกี่ยว สำหรับหรับห้อย Inrou (印籠 : ทำหน้าที่เหมือนกระเป๋าสำหรับใส่ของส่วนตัว เนื่องจากกิโมโนไม่มีกระเป๋าเหมือนเครื่องแต่งกายในปัจจุบัน) ที่โอบิในกิโมโนสำหรับผู้ชาย
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.kansaiartbeat.com)
Netsuke และ Inrou

     Obi (帯)
     แถบผ้ารัดเอว ใช้สวมคู่กับกิโมโน

     Obiage (帯揚げ)
     ผ้าสำหรับใช้ผูกเหนือโอบิ แล้วพับเก็บเข้าไปในโอบิเพื่อปิดทับแถบผ้าต่างๆ ที่ใช้มัดตัวกิโมโน เช่น Datejime (伊達締め) หรือ Koshihimo (腰紐)  ซึ่ง Obiage จะไม่ใช้มัดในกิโมโนที่ไม่เป็นทางการ
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.g-iseya.jp)
วิธีการผูก Obiage

     Samue (作務衣)
     ชุดลำลองของพระนิกายเซน และยังเป็นชุดที่นักเป่า Shakuhachi (尺八) นิยมสวมใส่

     Susoyoke (裾除け)
     ซับในกิโมโนส่วนล่าง มีลักษณะคล้ายผ้าถุง ใช้สวมใต้ Nagajuban

     Tabi (足袋)
     ถุงเท้ายาวถึงข้อเท้า โดยส่วนนิ้วเท้าจะแยกเป็นสองส่วนคือ ส่วนนิ้วโป้งเท้า และส่วนที่เหลือสำหรับอีก 4 นิ้ว ใช้สวมคู่กับรองเท้า Zouri (草履) หรือ Geta (下駄) นอกจากนี้ยังมีรองเท้าบู๊ทที่มีลักษณะคล้ายถุงเท้า Tabi เรียกว่า Jikatabi (地下足袋) สำหรับใช้สวมทำงานกลางแจ้ง

     Waraji (草鞋)
     รองเท้าแตะสานจากเชือกฟาง มักสวมโดยพระ

     Yukata (浴衣)
     กิโมโนที่ไม่มีซับด้านใน ใช้สวมในฤดูร้อน มักทำจากผ้าฝ้าย ผ้าลินิน หรือผ้าป่าน ยูกาตะถือว่าเป็นกิโมโนแบบไม่เป็นทางการ นิยมสวมในงานเทศกาลกลางแจ้งต่างๆ หรือสวมในการแช่น้ำร้อน (Onsen : 温泉) นอกจากนี้รีสอร์ทสไตล์ญี่ปุ่นยังนิยมผลิตยูกาตะลายเฉพาะของที่นั่นเตรียมไว้สำหรับแขกได้สวม ซึ่งยูกาตะนั้นสวมใส่กันได้ทุกเพศทุกวัย

     Zouri (草履)
     รองเท้าแบบโบราณของญี่ปุ่น สวมได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง มีรูปแบบคล้ายรองเท้าแตะ โดยรองเท้า Zouri มีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่แบบไม่เป็นทางการไปจนถึงแบบที่เป็นทางการมาก รองเท้าชนิดนี้ทำขึ้นมาจากหลายวัสดุ ทั้งผ้า หนัง เรซิน หรือหญ้าถัก ส่งผลให้รองเท้า Zouri อาจมีความสวยงามมากหรือเรียบง่ายมากก็ได้
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก belluna.jp)
Zouri

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เกอิชา นาฏนารี #16: เกอิชา และ โออิรัน

     ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีวัฒนธรรมอันเป็นที่แปลกหูแปลกตาอยู่มากมาย และเมื่อกล่าวถึงประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในสิ่งแรกๆ ที่จะเข้ามาในความคิดของเราก็คือหญิงคณิกาสไตล์ญี่ปุ่นนั่นเอง ซึ่งก็คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิดและแยกไม่ออกระหว่าง "หญิงคณิกา" และ "เกอิชา" โดยเรื่องราวของหญิงสาวเหล่านี้ได้กลายเป็นที่รู้จักอย่างมากผ่านภาพยนตร์เรื่อง "Memoirs of a Geisha" ในปี 2005
     ในญี่ปุ่นก็เหมือนกับหลายประเทศอื่นๆ ที่มีเรื่องราวของหญิงคณิกาปรากฏในประวัติศาสตร์ โออิรัน (花魁 : Oiran) เป็นชื่อเรียกของหญิงคณิกาสมัยญี่ปุ่นโบราณ แม้ปัจจุบันเราอาจได้ยินถึงการมีอยู่จริงของพวกเธอบ้าง แต่ก็มีจำนวนน้อยลงมากและพวกเธอก็ไม่ได้ทำหน้าที่ในการขายบริการเช่นสมัยก่อนแล้ว

ประวัติศาสตร์ของเกอิชาและโออิรัน
     ในสังคมตะวันตก เกอิชาเป็นที่รู้จักมากกว่าโออิรันมาก ซึ่งบทบาท หน้าที่ และลักษณะของพวกเธอมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ยุครุ่งเรืองของ โออิรัน คือต้นยุค Edo (ค.ศ.1600-1868) ในยุคนั้นพวกเธอเปรียบเสมือนผู้ให้ความบันเทิงและผู้มีชื่อเสียงระดับ Superstars ในทางตรงกันข้าม เกอิชาเป็นผู้ทำงานอยู่เบื้องหลังและถูกออกกฎให้สามารถแต่งตัวได้เพียงเรียบๆ เท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นที่โดดเด่นแข่งกับโออิรัน โออิรันเป็นหญิงสาวที่ได้รับการศึกษาในศิลปะหลากแขนง และพวกเธอก็ยังได้รับการเคารพยกย่องจากการประกอบอาชีพนี้ ย้อนไปในอดีต การจะเรียกใช้บริการโออิรันได้นั้นต้องใช้เงินมหาศาล เรียกได้ว่าเทียบได้กับเงินรายรับทั้งปีของคนทั่วไปก็ว่าได้ แต่กระนั้น ไม่ว่าคุณจะมีเงินจ่ายมากเท่าไหร่ แต่โออิรันก็มีสิทธิ์ปฏิเสธแขกได้หากคนๆ นั้นดูไม่น่าเชื่อถือ
     เกอิชายังคงมีอยู่จริงมาจนถึงปัจจุบัน ตรงข้ามกับอาชีพโออิรันจริงๆ ที่ได้หายไปจากสังคมญี่ปุ่นปัจจุบันตั้งแต่มีการกำหนดให้การค้าบริการทางเพศเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ยังมีการพยายามรักษาวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์นี้ให้ยังคงมีชีวิตผ่านขบวนโออิรัน (花魁道中 : Oiran Douchuu) ที่สมัยก่อนก็มีการเดินขบวนโออิรันไปรอบๆ เขตของพวกเธอเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งก็จะเป็นการโฆษณาบริการของพวกเธอไปในตัว ปัจจุบันยังมีการจัดการเดินขบวนโออิรันบ้างเป็นครั้งคราวตามงานเทศกาลในจังหวัดต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น และที่โด่งดังมากที่สุดก็คือขบวนโออิรันในเขต Asakusa จังหวัดโตเกียว (江戸吉原花魁道中) และในเทศกาล Tsubame Sakura (つばめ桜祭り) จังหวัด Nigata 
     และต่อไปนี้คือข้อแตกต่างของเกอิชาและโออิรัน ที่จะช่วยให้คุณแยกพวกเธอออกจากกันได้ง่ายขึ้น

1. กิโมโน (着物 : Kimono)

     เกอิชาแต่งตัวเรียบร้อยเรียบง่ายเสมอ และไม่สามารถสวมกิโมโนที่มีการสะท้อนแสงออกมาเป็นแวบๆ ได้ แต่สำหรับโออิรัน ทุกอย่างดูเหมือนจะตรงกันข้าม โออิรันต้องแต่งตัวให้ดูหรูหราฟุ่มเฟือยเพื่อดึงดูดความสนใจจากแขก ปกติพวกเธอจะสวมกิโมโนที่มีการสร้างลายจากแผ่นทองหรือดิ้นทองผสมผสานกับสีสันที่ฉูดฉาด ส่วนในเรื่องคุณภาพของกิโมโนที่สวมใส่ก็แตกต่างกัน เกอิชามักสวมกิโมโนที่มีราคาแพง แต่ก็ยังถูกกว่ากิโมโนของโออิรันที่ต้องทำด้วยผ้าไหมแท้ทั้งชุด โดยโออิรันตำแหน่งสูงสุดจะถูกเรียกว่า Tayuu (
太夫) โออิรันในขั้นนี้จะสวมกิโมโนหรูหราทับด้านนอกอีกชั้นที่เรียกว่า Uchikake (打掛) ซึ่่งอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดแตกต่างอย่างชัดเจนของเกอิชาและโออิรันคือ เกอิชาจะผูกเงื่อนโอบิด้านหลัง แต่โออิรันจะผูกไว้ด้านหน้า กล่าวกันว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้สะดวกต่อการให้บริการของพวกเธอที่ต้องสวมและถอดกิโมโนบ่อยครั้ง ซึ่งน้ำหนักชุดทั้งหมดของโออิรันอาจมากถึง 20 กิโลกรัมเลยทีเดียว

2. ทรงผม (日本髪 : Nihongami)
     เกอิชาจะทำผมหรือสวมวิกทรงที่เรียบง่าย แต่โออิรันมักทำผมหรือสวมวิกให้ดูอลังการพร้อมประดับเครื่องประดับมากมายเสมอ ทั้งปิ่น (かんざし
 : Kanzashi) และเครื่องประดับผมทั้งสีทองและสีสันอื่นๆ วิกที่โออิรันนิยมสวมคือทรง Date-hyogo (伊達兵庫) ที่มีการมัดผมเป็นโบว์ด้านหลังอย่างชัดเจน ในขณะที่เกอิชาจะไม่ทำเช่นนั้น โดยเฉพาะส่วนผมของโออิรันก็มีน้ำหนักถึง 10 กิโลกรัม ทำให้ชุดทั้งหมดรวมผมและเครื่องประดับของโออิรันมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 30 กิโลกรัม

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก ta_ta999 - blog)
เกอิชามักสวมวิกทรง Taka-shimada

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest)
โออิรันมักสวมวิกทรง Date-hyogo

3. รองเท้า
     ทั้งเกอิชาและโออิรันสวมรองเท้าไม้ (下駄
 : Geta) เหมือนกัน แต่ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ความสูงของรองเท้า โดยเกอิชาจะมักสวมรองเท้าไม้ที่ไม่ต่างจากรูปแบบทั่วไปนัก แต่รองเท้าของโออิรันจะสูงราว 15 เซนติเมตร ทำเช่นนี้เพื่อให้แน่ใจว่าขณะเดินขบวนจะไม่มีใครอยู่สูงกว่าโออิรันและเพื่อให้แขกมองเหห็นเธออย่างทั่วถึง โดยการเดินของโออิรันจะมีลักษณะพิเศษที่เรียกว่า Soto-Hachi-Monji (外八文字) แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของ "หญิงที่งาม 8 ด้าน"

(ขอขอบคุณวิดีโอจาก tane_temiya1969 on Youtube)
ขบวนโออิรัน กับวิธีการเดินอันเป็นเอกลักษณ์

4. เท้า

     ย้อนไปในสมัย Edo การเดินเท้าเปล่าโดยไม่สวมถุงเท้าในที่ส
าธารณะถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรนัก ในขณะที่เกอิชาสวมถุงเท้า Tabi (足袋) เสมอ โออิรันกลับไม่สวมถุงเท้าแม้ว่าจะเป็นฤดูหนาวก็ตาม กล่าวกันว่าเมื่อชายหนุ่มเห็นเท้าเปล่าๆ ของเธอก็จะเริ่มรู้สึกคลั่งและหลงใหลในตัวโออิรัน ซึ่งในปัจจุบันบางครั้งก็มีการทาแป้งขาวลงบนทุกส่วนของร่างกายที่ไม่ได้ถูกปกคลุมโดยกิโมโนด้วย

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก adventuresofanette - blog และ www.tsunagujapan.com

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #16: Hayashi Rice

     Hayashi Rice (ハヤシライス) เป็นอาหารสไตล์ตะวันตก (洋食 : Youshoku) ที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น มักจะประกอบไปด้วยเนื้อวัว หัวหอม และเห็ด ราดด้วยซอส Demi-glace (ドミグラスソース) ที่อุดมไปด้วยไวน์แดงและซอสมะเขือเทศ นิยมเสิร์ฟคู่หรือราดบนข้าวหุงสุกร้อนๆ โดยบางครั้งก็อาจมีครีมสดราดด้านบนสุดด้วย

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก housefoods.jp)
Hayashi Rice

ตำรับ Hayashi Rice
สำหรับ 4 ที่

วัตถุดิบ
สำหรับน้ำซุป
     1. น้ำมัน 1 ช้อนชา
     2. เนื้อบด 150 กรัม
     3. หัวหอมใหญ่ ½ ลูก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
     4. แครอท ½ หัว หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
     5. ก้านคึ่นฉ่าย 1 ต้น หั่นให้ละเอียด
     6. กระเทียม 1 กลีบ หั่นให้ละเอียด
     7. ใบกระวาน 1 ใบ
     8. น้ำสะอาด 6 ถ้วย (ประมาณ 1,500 มิลลิลิตร)

สำหรับ Roux (ส่วนผสมของแป้งและไขมัน)
     1. แป้งเอนกประสงค์ 1/3 ถ้วย (45 กรัม)
     2. น้ำมัน 1/3 ถ้วย (80 มิลลิลิตร)

สำหรับเครื่องปรุงรส
     1. ซอส Worcester 3 ช้อนโต๊ะ
     2. ซอสมะเขือเทศ 2 ช้อนชา
     3. ครีมมะเขือเทศ (Tomato paste) 4 ช้อนโต๊ะ
     4. ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ
     5. พอร์ตไวน์ ¼ ถ้วย
     6. เกลือ ¾ ช้อนชา
     7. พริกไทย ¼ ช้อนชา
     8. เนย 1 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมหลัก
     1. เนย 1 ช้อนชา
     2. เนื้อ 300 กรัม หั่นบางเป็นชิ้นพอดีคำ
     3. หัวหอมใหญ่ 1 ลูก หั่นบาง
     4. เห็ด 7-8 ชิ้น หั่นบาง
     5. ข้าวหุงสุก
     6. ถั่วลันเตาสุก 1/3 ถ้วย

วิธีทำ
     1. เริ่มต้นที่น้ำซุป อุ่นน้ำมันให้ร้อนในกระทะ ระหว่างรอให้ผสมเนื้อกับผักที่หั่นแล้วในชามใบใหญ่อีกใบ เสร็จแล้วนำลงผัดในกระทะที่เตรียมไว้เป็นเวลา 2 นาที เติมใบกระวานและน้ำ (ในส่วนของใบกระวานและน้ำนี้จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) เคี่ยวจนสุกแล้วให้ตักเฉพาะซุปใส่ในหม้อใบใหม่ พักไว้
     2. ทำ Roux ในกระทะ ให้เทน้ำมันและแป้งลงไป ให้ความร้อนระดับปานกลางอย่างต่อเนื่องจนส่วนผสมเป็นสีน้ำตาล อาจใช้เวลาประมาณ 10 นาที แล้วพักไว้
     3. เติมวัตถุดิบในส่วนสำหรับเครื่องปรุงรสและ Roux จากข้อ 2 ลงไปผสมกับซุปที่เสร็จแล้วในข้อ 1 จากนั้นเคี่ยวด้วยความร้อนปานกลางจนซอสในหม้อเริ่มข้น
     4. เทเนยลงไปในกระทะใบใหญ่อีกใบ วางเนื้อหั่นบางลงไปทอด 1 นาที จากนั้นใส่หัวหอมและเห็ดตามลงไป ผัดต่อจนผักนุ่ม เทส่วนผสมทั้งหมดที่ได้ในข้อนี้ลงไปผสมกับซอสจากข้อ 3 แล้วเคี่ยวซอสที่อยู่ในหม้อต่ออีก 2-3 นาที
     5. ตักแกงที่ได้ราดบนข้างหุงสุก อาจเพิ่มสีสันด้วยการโรยหน้าด้วยเม็ดถั่วลันเตา

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Japanesecooking101