แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกอิชา นาฏนารี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกอิชา นาฏนารี แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2561

เกอิชา นาฏนารี #20: เกอิชากับการค้าประเวณี

     Sheridan Prasso เขียนถึงว่า ชาวอเมริกันมี “ความเข้าใจผิดต่อโลกของเกอิชาที่แท้จริง ... เกอิชาหมายความว่า ‘บุคคลผู้มีศิลปะ’ พวกเธอถูกฝึกฝนการบรรเลงดนตรีและการร่ายรำมาเพื่อให้ความบันเทิงทางด้านศิลปะกับแขก ไม่ใช่เพื่อความต้องการทางเพศ” K.G. Henshall เขียนถึงวัตถุประสงค์ของเกอิชาว่า “เพื่อให้ความบันเทิงกับแขกด้วยการร่ายรำ บทกวี บรรเลงเครื่องดนตรี และการสนทนาเล็กๆ น้อยๆ การว่าจ้างเกอิชาอาจรวมไปถึงการพูดคุยหยอกล้อกันเล่นๆ แบบหนุ่มสาว แต่แขกจะรู้ดีว่าเขาไม่สามารถคาดหวังอะไรไปมากกว่านี้ได้ ซึ่งชายชาวญี่ปุ่นมักมีความรื่นรมย์กับโลกแห่งความฝันที่ไม่อาจเกิดขึ้นจริง และนี่ถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดามากในสังคมญี่ปุ่น”

     ในปี ค.ศ.1872 หลังการฟื้นฟูพระราชอำนาจสมัยเมจิไม่นาน รัฐบาลชุดใหม่ได้มีการประกาศกฎหมายว่าด้วยการค้าประเวณีและเกอิชา ที่ก่อให้เกิดการถกเถียงกันอย่างมากในสังคมสมัยนั้น ข้าราชการบางคนเห็นว่าสิ่งที่เกอิชากับหญิงโสเภณีทำ สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ต่างกัน คือการค้าประเวณี จึงได้มีการประกาศให้การค้าประเวณีทุกรูปแบบถูกเรียกว่า “เกอิชา” นับตั้งแต่นั้น แต่สุดท้าย รัฐบาลกลับตัดสินใจที่จะรักษาเส้นบางๆ ที่แยกเกอิชากับหญิงโสเภณีออกจากกันเอาไว้ โดยอ้างว่าเกอิชาเป็นอาชีพที่มีความสุภาพเรียบร้อยกว่า และไม่ควรนำไปปะปนกับการค้าประเวณีให้ด่างพร้อย

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Wikipedia)
หนังสือ Autobiography of a Geisha โดยคุณ Sayo Masuda

     นอกจากนี้เกอิชายังประกอบอาชีพของพวกเธอที่บ่อน้ำพุร้อนอีกด้วย เช่น ที่เมือง Atami จังหวัด Shizuoka เกอิชาที่นั่นโด่งดังมากจนถูกเรียกว่าเป็นเกอิชาแห่งบ่อน้ำพุร้อน ซึ่งสมัยก่อนชื่อเสียงของเกอิชาที่ทำงานที่บ่อน้ำพุร้อนนั้นค่อนไปทางด้านลบมากกว่า เพราะมีการค้าประเวณีด้วย และพวกเธอที่ค้าประเวณีเหล่านั้นก็เรียกตัวเองว่าเกอิชา ตรงข้ามกับเกอิชาตัวจริงที่มีความรอบรู้ในด้านการร่ายรำ และการบรรเลงดนตรีอย่างมาก อย่างไรก็ตาม มีหนังสือของคุณ Sayo Masuda ที่ชื่อว่า “Autobiography of a Geisha” กล่าวถึงอาชีพเกอิชาในบ่อน้ำพุร้อนว่าสมัยก่อนมีการบังคับหญิงสาวให้ค้าประเวณีที่บ่อน้ำพุร้อนจริงๆ (แต่สมัยนี้การค้าประเวณีกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดไปแล้ว)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก art-fuji.info)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก hashikazu.org)
Atami Odori (熱海をどり) เป็นการแสดงในที่สาธารณะ
ของเกอิชาในเมือง Atami จังหวัด Shizuoka
จัดขึ้นในวันที่ 28-29 เมษายน ของทุกปี

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

เกอิชา นาฏนารี #19: ศิลปะของเกอิชา

     เกอิชาเริ่มการฝึกฝนศิลปะทางด้านดนตรีและการร่ายรำตั้งแต่ยังเด็กมากๆ และพวกเธอก็จะยังคงเป็นเกอิชาไปชั่วชีวิต โดยเริ่มขึ้นเป็นเกอิชาเต็มตัวได้เมื่ออายุ 18-19 ปี การฝึกฝนศิลปะเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเกอิชา ไม่สำคัญว่าจะประกอบอาชีพนี้มานานเท่าใด แต่ที่สำคัญคือพวกเธอจะฝึกกันทุกวัน

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Huryouoyaj on exblog)
ไมโกะ Mamefuji และเกโกะ Makino กำลังรำในเพลง Gion Kouta (祇園小唄)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Tamayura on Flickr)
ไมโกะ Kiyono ในตำแหน่งเดียวกับรูปถาพก่อนหน้า
สังเกตมือของเธอ ที่แสดงให้เห็นถึง “การฝึกฝนแบบเก็บรายละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว”

     การร่ายรำของเกอิชาถูกพัฒนามาจากการร่ายรำในการแสดง Noh (能) และ Kabuki (歌舞伎) การร่ายรำที่โผงผางตรงไปตรงมาเหล่านั้นถูกดัดแปลงให้เรียบง่ายและมีรูปแบบเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งนี้มีรูปแบบที่ตายตัว ทุกส่วนของร่างกายถูกออกแบบมาให้รำด้วยท่าทางที่สื่อความหมายในตัวมันเอง แต่ปัจจุบันก็มีเพียงผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่สามารถเข้าใจท่าทางเหล่านั้นได้ ตัวอย่างเช่น การใช้มือเพื่อสื่อความหมายถึงการอ่านจดหมายรัก การคาบปลายด้านหนึ่งของผ้าเช็ดหน้าใช้แสดงถึงมารยาหญิง และการใช้แขนกิโมโนที่ห้อยยาวลงมาเช็ดน้ำตาแทนความโศกเศร้า

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Geishakai - blog)
เกโกะ Toshimana กำลังบรรเลง Shamisen

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Geishakai - blog)
เกโกะ Toshimana กำลังดีด Koto

     การร่ายรำของเกอิชานั้นเกิดขึ้นพร้อมๆ กับดนตรีแบบญี่ปุ่นโบราณ ซึ่งเครื่องดนตรีญี่ปุ่นที่เป็นพื้นฐานที่สุดของพวกเธอคือชามิเซ็ง (三味線 : เครื่องดนตรีประเภทดีด มี 3 สาย) ชามิเซ็งเริ่มเป็นที่รู้จักในสังคมของเกอิชาเมื่อประมาณ ค.ศ.1750 ตอนนั้นมีศิลปินหญิงมากมาย ที่ประสบผลสำเร็จในการฝึกเล่นชามิเซ็ง ซึ่งเครื่องดนตรีชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจาก Okinawa มีลักษณะคล้าย Banjo ที่มี3 สาย บรรเลงโดยการใช้แผ่นไม้ดีดสายคล้ายการเล่นกีตาร์ด้วยปิ๊ก ชามิเซ็งมีเสียงที่คมชัดแต่ก็เต็มไปด้วยความเศร้า นิยมบรรเลงคู่กับขลุ่ยญี่ปุ่น โดยเหล่าเกอิชาต้องฝึกฝนชามิเซ็งให้ชำนาญแม้ว่าจะต้องใช้เวลาหลายปีก็ตาม นอกเหนือจากชามิเซ็งและขลุ่ยญี่ปุ่นแล้ว เกอิชายังต้องฝึกเครื่องดนตรีอื่นๆ อีก เช่น กลองเล็ก Ko-tsuzumi, กลองใหญ่ Taiko, Koto และอาจมีอื่นๆ อีก เกอิชาบางคนไม่ได้ทำได้เพียงร่ายรำและบรรเลงดนตรีเท่านั้น แต่พวกเธอยังจัดดอกไม้ แต่งกลอน แต่งเพลง เขียนอักษร หรือวาดพู่กันได้อีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

เกอิชา นาฏนารี #18: เกอิชากับการแสดงในที่สาธารณะ

     ในสมัยก่อน เหล่าเกอิชามีความตั้งใจที่จะรักษาศิลปะของตนเองให้คงอยู่ต่อไปอย่างเป็นความลับ จึงมีการแสดงศิลปะเฉพาะในสถานที่ส่วนตัว แต่ปัจจุบันเกอิชาเริ่มปรับตัวโดยให้มีการแสดงศิลปะในที่สาธารณะมากขึ้น ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการให้ความบันเทิงด้วยศิลปะของเกอิชาได้โดยไม่ต้องมีพิธีรีตอง หรือการแนะนำต่อๆ กันไปด้วยก็ได้ (สมัยก่อนเกอิชาจะให้บริการเฉพาะแขกที่เคยมาใช้บริการแล้ว คนนอกที่ต้องการเข้าถึงศิลปะของเกอิชา จึงต้องผ่านการแนะนำชักชวนโดยคนที่เคยมาแล้วเท่านั้น)

     รูปแบบทั่วไปที่สุดของการแสดงศิลปะในที่สาธารณะของเกอิชาคือ Odori (踊/をどり) ในเกียวโต จะเป็นการแสดงร่วมกันของไมโกะ (舞妓 : เกอิชาฝึกหัด) และเกโกะ (芸子 : ชื่อเรียกเกอิชาในสำเนียงคันไซ) ทุกๆ เขตเกอิชาในเกียวโตจะมี Odori แบบเฉพาะของตนเอง โดยจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ยังมีงานนิทรรศการเกียวโต ที่จัดขึ้นตั้งแต่ตั้งแต่ปี ค.ศ.1872 มีการแสดงมากมาย และที่สำคัญคือตั๋วราคาไม่สูงเกินไปนัก โดยประมาณคือ 1,500-4,500 เยน ซึ่งตั๋วราคาแพงที่สุดจะรวมราคาค่าเข้าชมพิธีชงชา (茶道 : Chadou) ที่ทำการแสดงโดยไมโกะก่อนที่การแสดง Odori จะเริ่มต้นขึ้น นอกจากนี้ เขตเกอิชาในจังหวัดอื่นๆ ก็มีการแสดงในที่สาธารณะเช่นกัน เช่นบางเขตในโตเกียว ที่แม้จะมีการแสดงในที่สาธารณะบ้างแต่ก็ยังน้อยกว่าที่เกียวโต

งาน Odori ในเขตเกอิชาทั้ง 5 เขต ของเกียวโต
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Onozomi)
Miyako Odori (都をどり) ในเขต Gion Kobu (祇園甲部)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Mboogiedown-japan on Blogspot)
Gion Odori (祇園をどり) ในเขต Gion Higashi (祇園東)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก 京都いいとこ動画 KyotoiitokoVideo on Youtube)
Kyou Odori (京をどり) ในเขต Miyagawa-chou (宮川町)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Kamogawa-odori.com)
Kamogawa Odori (鴨川をどり) ในเขต Ponto-chou (先斗町)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Usagi-yado)
Kitano Odori (北野をどり) ในเขต Kamishichiken (上七軒)

     อีกหนึ่งการแสดงในที่สาธารณะเด่นๆ ก็คือเทศกาลดอกพลัม หรือ Baikasai (梅花祭) เหล่าไมโกะและเกโกะจากเขต Kamishichiken (上七軒) ในเกียวโตจะแสดงพิธีชงชาแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น และเสิร์ฟชานั้นให้กับแขกประมาณ 3,000 คนที่ซื้อตั๋วเข้าร่วมงานมาก่อนหน้านี้ เทศกาลนี้จัดขึ้นในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ของทุกปี โดยจะไม่จัดในห้องชงชาเหมือนพิธีชงชาทั่วไป แต่จะจัดในสถานที่คล้ายซุ้มกลางแจ้ง เป็นการชงชาในสถานที่แบบเปิดโล่ง เรียกว่า 野点 (Nodate) ซึ่งสถานที่ที่ใช้จัดก็คือศาลเจ้า Kitano Tenman-guu (北野天満宮) ในเกียวโตนั่นเอง

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Discoverkyoto
Baikasai 

     ต่อมาในปี ค.ศ.2010 เกอิชาจากเขต Kamishichiken ในเกียวโตนี้ยังได้มีการจัดลานเบียร์ที่โรงละคร Kamishichiken (上七軒歌舞練場 : Kamishichiken Kaburenjou) ช่วงระหว่างฤดูร้อน คือประมาณเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนกันยายน และยังมีลานเบียร์อีกแห่งหนึ่งในเขต Gion Kobu ซึ่งงานเหล่านี้จะมีการแสดงจากเหล่าไมโกะและเกโกะอยู่เป็นประจำ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561

เกอิชา นาฏนารี #17: เกอิชาชาวต่างชาติ

     ตั้งแต่สมัยคริสตศักราช 1970 ได้มีชาวต่างชาติหลายคนพยายามที่จะเป็นเกอิชาในญี่ปุ่น เริ่มแรก Liza Dalby ชาวอเมริกันได้ทำงานร่วมกับเกอิชาในเขต Ponto-chou (先斗町) ในเกียวโต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยระดับปริญญาเอกของเธอ แม้เธอจะได้อยู่ใกล้ชิดและได้เรียนรู้กับเกอิชาจริงๆ ในญี่ปุ่น แต่เธอก็ไม่เคยผ่านการเปิดตัวให้เป็นเกอิชาอย่างแท้จริง

     ในเขต Gion ของจังหวัดเกียวโตไม่ยอมรับชาวต่างชาติเข้ามาฝึกฝนเพื่อเป็นเกอิชา ในขณะที่เขตอื่นในจังหวัดอื่นๆ นั้นยอมรับชาวต่างชาติ และชาวต่างชาติสามารถทำงานเป็นเกอิชาได้อย่างถูกกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญมากคือต้องมีที่อยู่อาศัยถาวรในญี่ปุ่นเสียก่อน

     และต่อไปนี้คือตัวอย่างของชาวต่างชาติที่ฝึกฝนทักษะต่างๆ จนได้เป็นเกอิชาเต็มตัวในญี่ปุ่น

     1. Sayuki-san (Fiona Graham)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก hiveminer.com)
     เธอคือเกอิชาจากชนชาติผิวขาวคนแรกในญี่ปุ่น เธอเปิดตัวเป็นเกอิชาอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ.2007 ใน Asakusa (浅草) ของโตเกียว ต่อมาในปี ค.ศ.2011 เธอก็ได้ย้ายออกจาก Asakusa เนื่องจากคุณแม่ (お母さん : ผู้ดูแลโอกิยะ เปรียบเสมือนแม่ของเกอิชาทุกคนในโอกิยะนั้น) ประจำโอกิยะของเธอเลิกเป็นเกอิชาและปิดโอกิยะ (置屋 : สำนักเกอิชา) ที่เธอได้อาศัยอยู่มาโดยตลอดลง สมาคมเกอิชาประจำ Asakusa มีกฎว่าเกอิชาที่ประกอบอาชีพนี้มาเกินกว่า 4 ปีได้รับอนุญาตให้เปิดโอกิยะเป็นของตัวเองได้ แต่เมื่อคุณ Sayuki จะเปิดโอกิยะบ้าง เธอกลับถูกปฏิเสธและต่อต้านว้าไม่สามารถทำได้ เพียงเพราะเธอเป็นชาวต่างชาติ คุณ Sayuki เคยทำงานร่วมกับเกอิชาชาวญี่ปุ่นท่านอื่นๆ ทั้งในโตเกียวและในเขตอื่นทั่วญี่ปุ่นด้วย

     2. Rinka-san (Zhang Xue)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest)
     ชาวจีนจากเมืองเสิ่นหยาง ในมลฑลเหลียวหนิง เธอประกอบอาชีพเกอิชาในเมือง Shimoda จังหวัด Shizuoka

     3. Ibu-san (Eve)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.sayuki.net)
คุณ Ibu (ซ้าย) และคุณ Sayuki (ขวา)
     ชาวยูเครน เธอประกอบอาชีพเกโกะในเขต Anjo จังหวัด Aichi

     4. Juri-san (Maria)
     ชาวเปรู เธอประกอบอาชีพเกโกะในรีสอร์ท ที่ Yugawara จังหวัด Kanagawa

     5. Fukutarou-san (Isabella)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.japantimes.co.jp)
     ชาวโรมาเนียน ผู้ประกอบอาชีพเกอิชาในเขต Izu-Nagaoka ของจังหวัด Shizuoka

     6. Mutsuki-san (Yi Xin Sun)
     ชาวจีน ผู้ประกอบอาชีพเกอิชาในเขต Shinagawa ของโตเกียว

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เกอิชา นาฏนารี #16: เกอิชา และ โออิรัน

     ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีวัฒนธรรมอันเป็นที่แปลกหูแปลกตาอยู่มากมาย และเมื่อกล่าวถึงประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในสิ่งแรกๆ ที่จะเข้ามาในความคิดของเราก็คือหญิงคณิกาสไตล์ญี่ปุ่นนั่นเอง ซึ่งก็คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิดและแยกไม่ออกระหว่าง "หญิงคณิกา" และ "เกอิชา" โดยเรื่องราวของหญิงสาวเหล่านี้ได้กลายเป็นที่รู้จักอย่างมากผ่านภาพยนตร์เรื่อง "Memoirs of a Geisha" ในปี 2005
     ในญี่ปุ่นก็เหมือนกับหลายประเทศอื่นๆ ที่มีเรื่องราวของหญิงคณิกาปรากฏในประวัติศาสตร์ โออิรัน (花魁 : Oiran) เป็นชื่อเรียกของหญิงคณิกาสมัยญี่ปุ่นโบราณ แม้ปัจจุบันเราอาจได้ยินถึงการมีอยู่จริงของพวกเธอบ้าง แต่ก็มีจำนวนน้อยลงมากและพวกเธอก็ไม่ได้ทำหน้าที่ในการขายบริการเช่นสมัยก่อนแล้ว

ประวัติศาสตร์ของเกอิชาและโออิรัน
     ในสังคมตะวันตก เกอิชาเป็นที่รู้จักมากกว่าโออิรันมาก ซึ่งบทบาท หน้าที่ และลักษณะของพวกเธอมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ยุครุ่งเรืองของ โออิรัน คือต้นยุค Edo (ค.ศ.1600-1868) ในยุคนั้นพวกเธอเปรียบเสมือนผู้ให้ความบันเทิงและผู้มีชื่อเสียงระดับ Superstars ในทางตรงกันข้าม เกอิชาเป็นผู้ทำงานอยู่เบื้องหลังและถูกออกกฎให้สามารถแต่งตัวได้เพียงเรียบๆ เท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นที่โดดเด่นแข่งกับโออิรัน โออิรันเป็นหญิงสาวที่ได้รับการศึกษาในศิลปะหลากแขนง และพวกเธอก็ยังได้รับการเคารพยกย่องจากการประกอบอาชีพนี้ ย้อนไปในอดีต การจะเรียกใช้บริการโออิรันได้นั้นต้องใช้เงินมหาศาล เรียกได้ว่าเทียบได้กับเงินรายรับทั้งปีของคนทั่วไปก็ว่าได้ แต่กระนั้น ไม่ว่าคุณจะมีเงินจ่ายมากเท่าไหร่ แต่โออิรันก็มีสิทธิ์ปฏิเสธแขกได้หากคนๆ นั้นดูไม่น่าเชื่อถือ
     เกอิชายังคงมีอยู่จริงมาจนถึงปัจจุบัน ตรงข้ามกับอาชีพโออิรันจริงๆ ที่ได้หายไปจากสังคมญี่ปุ่นปัจจุบันตั้งแต่มีการกำหนดให้การค้าบริการทางเพศเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ยังมีการพยายามรักษาวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์นี้ให้ยังคงมีชีวิตผ่านขบวนโออิรัน (花魁道中 : Oiran Douchuu) ที่สมัยก่อนก็มีการเดินขบวนโออิรันไปรอบๆ เขตของพวกเธอเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งก็จะเป็นการโฆษณาบริการของพวกเธอไปในตัว ปัจจุบันยังมีการจัดการเดินขบวนโออิรันบ้างเป็นครั้งคราวตามงานเทศกาลในจังหวัดต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น และที่โด่งดังมากที่สุดก็คือขบวนโออิรันในเขต Asakusa จังหวัดโตเกียว (江戸吉原花魁道中) และในเทศกาล Tsubame Sakura (つばめ桜祭り) จังหวัด Nigata 
     และต่อไปนี้คือข้อแตกต่างของเกอิชาและโออิรัน ที่จะช่วยให้คุณแยกพวกเธอออกจากกันได้ง่ายขึ้น

1. กิโมโน (着物 : Kimono)

     เกอิชาแต่งตัวเรียบร้อยเรียบง่ายเสมอ และไม่สามารถสวมกิโมโนที่มีการสะท้อนแสงออกมาเป็นแวบๆ ได้ แต่สำหรับโออิรัน ทุกอย่างดูเหมือนจะตรงกันข้าม โออิรันต้องแต่งตัวให้ดูหรูหราฟุ่มเฟือยเพื่อดึงดูดความสนใจจากแขก ปกติพวกเธอจะสวมกิโมโนที่มีการสร้างลายจากแผ่นทองหรือดิ้นทองผสมผสานกับสีสันที่ฉูดฉาด ส่วนในเรื่องคุณภาพของกิโมโนที่สวมใส่ก็แตกต่างกัน เกอิชามักสวมกิโมโนที่มีราคาแพง แต่ก็ยังถูกกว่ากิโมโนของโออิรันที่ต้องทำด้วยผ้าไหมแท้ทั้งชุด โดยโออิรันตำแหน่งสูงสุดจะถูกเรียกว่า Tayuu (
太夫) โออิรันในขั้นนี้จะสวมกิโมโนหรูหราทับด้านนอกอีกชั้นที่เรียกว่า Uchikake (打掛) ซึ่่งอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดแตกต่างอย่างชัดเจนของเกอิชาและโออิรันคือ เกอิชาจะผูกเงื่อนโอบิด้านหลัง แต่โออิรันจะผูกไว้ด้านหน้า กล่าวกันว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้สะดวกต่อการให้บริการของพวกเธอที่ต้องสวมและถอดกิโมโนบ่อยครั้ง ซึ่งน้ำหนักชุดทั้งหมดของโออิรันอาจมากถึง 20 กิโลกรัมเลยทีเดียว

2. ทรงผม (日本髪 : Nihongami)
     เกอิชาจะทำผมหรือสวมวิกทรงที่เรียบง่าย แต่โออิรันมักทำผมหรือสวมวิกให้ดูอลังการพร้อมประดับเครื่องประดับมากมายเสมอ ทั้งปิ่น (かんざし
 : Kanzashi) และเครื่องประดับผมทั้งสีทองและสีสันอื่นๆ วิกที่โออิรันนิยมสวมคือทรง Date-hyogo (伊達兵庫) ที่มีการมัดผมเป็นโบว์ด้านหลังอย่างชัดเจน ในขณะที่เกอิชาจะไม่ทำเช่นนั้น โดยเฉพาะส่วนผมของโออิรันก็มีน้ำหนักถึง 10 กิโลกรัม ทำให้ชุดทั้งหมดรวมผมและเครื่องประดับของโออิรันมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 30 กิโลกรัม

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก ta_ta999 - blog)
เกอิชามักสวมวิกทรง Taka-shimada

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Pinterest)
โออิรันมักสวมวิกทรง Date-hyogo

3. รองเท้า
     ทั้งเกอิชาและโออิรันสวมรองเท้าไม้ (下駄
 : Geta) เหมือนกัน แต่ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ความสูงของรองเท้า โดยเกอิชาจะมักสวมรองเท้าไม้ที่ไม่ต่างจากรูปแบบทั่วไปนัก แต่รองเท้าของโออิรันจะสูงราว 15 เซนติเมตร ทำเช่นนี้เพื่อให้แน่ใจว่าขณะเดินขบวนจะไม่มีใครอยู่สูงกว่าโออิรันและเพื่อให้แขกมองเหห็นเธออย่างทั่วถึง โดยการเดินของโออิรันจะมีลักษณะพิเศษที่เรียกว่า Soto-Hachi-Monji (外八文字) แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของ "หญิงที่งาม 8 ด้าน"

(ขอขอบคุณวิดีโอจาก tane_temiya1969 on Youtube)
ขบวนโออิรัน กับวิธีการเดินอันเป็นเอกลักษณ์

4. เท้า

     ย้อนไปในสมัย Edo การเดินเท้าเปล่าโดยไม่สวมถุงเท้าในที่ส
าธารณะถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรนัก ในขณะที่เกอิชาสวมถุงเท้า Tabi (足袋) เสมอ โออิรันกลับไม่สวมถุงเท้าแม้ว่าจะเป็นฤดูหนาวก็ตาม กล่าวกันว่าเมื่อชายหนุ่มเห็นเท้าเปล่าๆ ของเธอก็จะเริ่มรู้สึกคลั่งและหลงใหลในตัวโออิรัน ซึ่งในปัจจุบันบางครั้งก็มีการทาแป้งขาวลงบนทุกส่วนของร่างกายที่ไม่ได้ถูกปกคลุมโดยกิโมโนด้วย

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก adventuresofanette - blog และ www.tsunagujapan.com

วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เกอิชา นาฏนารี #15: เกโกะ และ เกอิชา

     เกอิชา (芸者 : Geisha) คำนี้มาจากอักษรสองตัว "Gei ()" แปลว่าศิลปะ "Sha ()" แปลว่าบุคคล ดังนั้นเกอิชาจึงแปลว่า "บุคคลผู้แสดงศิลปะ" ใช้เรียกกันทั่วไป โดยเฉพาะในโตเกียว
     เกโกะ (芸子 : Geiko) เป็นคำที่ใช้เรียกเกอิชาในแถบเกียวโต มีความหมายตรงตัวว่า "หญิงสาวผู้แสดงศิลปะ"
     ต่อไปนี้คือวิธีง่ายๆ ที่จะใช้แยกความแตกต่างระหว่างเกอิชาและเกโกะ

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก geisha-kai on Tumblr)
เกอิชา Chifumi ในโตเกียว
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก koimaiko_satsuki on Instagram)
เกโกะ Satsuki ในเกียวโต

1. ทรงผม (日本髪 : Nihongami)
     ทั้งเกอิชาและเกโกะจะสวมวิกทรง Taka Shimada (高島田) เหมือนกันแต่อาจมีแตกต่างกันบ้างในบางโอกาส
     โดยทั่วไปเกโกะจะสวมวิกทรง Taka Shimada เสมอ(ยกเว้นในโอกาสพิเศษ หรือด้วยรสนิยมส่วนตัวของเกโกะที่อาวุโสมาก) ส่วนเกอิชาสามารถสวมวิกได้ทั้งทรง Taka Shimada และ Tsubushi Shimada (つぶし島田) ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขั้นของเกอิชาแต่ละคน

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก kotobank.jp)
Tsubushi Shimada (ซ้าย) Taka Shimada (กลาง) และ Nage Shimada (投げ島田) (ขวา)

2.
กิโมโน (着物 : Kimono)
     เกโกะในเกียวโตทุกคนจะสวมกิโมโนที่ยาวลากพื้น เรียกว่า Hikizuri (
引きずり) แต่หากได้รับขั้น Natori (ขั้นที่สูงขึ้นของเกโกะ) เธอก็สามารถเลือกสวมกิโมโนสีดำที่ยาวน้อยลงลงได้
     ในโตเกียว เกอิชาที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นานจะสวมกิโมโนทั่วไปที่ไม่ยาวลากพื้น และจะได้รับกิโมโนที่ยาวขึ้นเมื่อพวกเธอมีประสบการณ์มากขึ้น

3. โอบิ (帯 : Obi)
     เกโกะจะผูกโอบิด้วยเงื่อน Taiko (
太鼓結び) ในโอกาสทั่วไป ส่วนเกอิชาในโตเกียวจะมัดเงื่อนที่ต่างออกไป ใน Asakusa เกอิชารุ่นน้องจะผูกด้วยเงื่อน Taiko แต่เกอิชาอาวุโสที่มีประสบการณ์มากกว่าจะผูกโอบิด้วยเงื่อน Tsunodashi (角出し結び) และเกอิชาทุกคนจะผูกเงื่อน Yanagi (柳結び) ในโอกาสพิเศษ

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก shiomi.info)
เงื่อน Taiko (ซ้าย) เงื่อน Yanagi (กลาง) และเงื่อน Tsunodashi(ขวา)

4. ปกกิโมโน (衿 : Eri)
     ทั้งเกโกะและเกอิชาสวมปกกิโมโนสีขาวด้านในเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่เกอิชาจะไม่สวมปกกิโมโนสีขาวในฤดูร้อน ในขณะที่เกโกะจะสวมตลอดทั้งปี

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Geisha kai - blog

วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เกอิชา นาฎนารี #14: เกโกะ และ ไมโกะ

     เกโกะ (芸子 : Geiko)คือผู้ให้ความบันเทิงด้วยศิลปะ พวกเธอเป็นศิลปินชั้นสูงที่อุดมไปด้วยความสามารถและความงดงาม
     ไมโกะ (舞妓 : แปลตรงตัวว่า เด็กร่ายรำ) คือเกอิชาฝึกหัด โดยเริ่มการฝึกตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นตอนกลางถึงอายุ 20 ปี หลังจากสิ้นสุดการฝึกฝนของไมโกะ พวกเธอจะได้เลื่อนขั้นสูงขึ้นเป็นเกอิชาในพิธี Erikae (衿替え : และตรงตัวว่า เปลี่ยนปกกิโมโน)
     โดยคำว่าไมโกะและเกโกะ เป็นคำที่ใช้เรียกเกอิชาในแถบคันไซ เช่น เกียวโต นะระ และต่อไปนี้คือวิธีง่ายๆ ที่จะใช้แยกความแตกต่างระหว่างไมโกะและเก
โกะ

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก PinkCyborn13 on Twitter)
เกโกะ Mamemaru (ซ้าย) และไมโกะ Mamesumi (ขวา)
สังเกตเห็นความแตกต่างบ้างไหมคะ

1. ทรงผม (日本髪 : Nihongami)

     ไมโกะจะมีผมที่รวบตึงอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เกโกะไม่ต้องทนกับความลำบากนี้
     ไมโกะทำผมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม (日本髪 : Nihongami) ด้วยผมจริงของพวกเธอ ส่วนเกอิชาส่วนใหญ่แล้วจะสวมวิก การทำผมจริงของไมโกะจะนำความลำบากมาให้หลายด้าน โดยเฉพาะการรักษาทรงผมนี้ให้สวยงามต่อไป แม้แต่เวลานอน พวกเธอจะนอนบนหมอนสูงที่ใช้หนุนบริเวณคอ (高枕 : Takamakura) และทำผมใหม่ทุกๆ 5-7 วัน
     การทาแป้งขาวลงบนหน้าและคอของไมโกะ จะเว้นที่บริเวณโคนผมส่วนล่างด้านหลังให้เห็นสีผิวจริงอยู่เล็กน้อย ส่วนเกโกะจะมัดผมจริงของเธอขึ้นสูง ทาแป้งจนถึงโคนผมแล้วจึงสวมวิก โดยไมโกะจะทำผมหลักๆ 5 ทรง ขึ้นอยู่กับระดับขั้นของเธอ

2. เครื่องประดับผม (かんざし : Kanzashi)
     ไมโกะจะประดับผมด้วยเครื่องประดับผมชิ้นใหญ่ เป็นดอกไม้จากผ้า เรียกว่า Kanzashi (かんざし) โดยจะเปลี่ยนชนิดของดอกไม้ทุกเดือนตามฤดูกาล ส่วนเกโกะจะเสียบเครื่องประดับที่เรียบง่ายกว่า และปริมาณน้อยกว่า
     ตามประวัติศาสตร์ มีความเชื่อว่า Kanzashi จะใช้เป็นเครื่องป้องกันตัวได้ เนื่องมาจากขาปิ่นที่มีความแหลมคมนั่นเอง


3. การแต่งหน้า (白粉 : Oshiroi)
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก fragrantolive11 on Instagram)
ไมโกะ Yuriha, Mameaki, Mametama, Tatsuha และ Mamesaya
ไมโกะรุ่นน้องที่เพิ่งเริ่มงานเป็นปีแรก ได้รับอนุญาตให้ทาปากสีแดงเฉพาะริมฝีปากล่างเท่านั้น
(ยกเว้นบางกรณีในเขต Pontocho) โดยมีเหตุผลว่าการทาปากลักษณะนี้จะแสดงถึงความเป็นเด็ก

     ไมโกะและเกโกะจะแต่งหน้าคล้ายๆ กัน อย่างไรก็ตาม ไมโกะมีการใช้แป้งสีแดงหรือชมพูแต้มเพื่อไล่สีกับสีขาวบริเวณรอบตาและแก้มด้วย


4. กิโมโน (着物 : Kimono)

     กิโมโนของไมโกะนั้นมีสีสันและมีลวดลายมากกว่าของเกโกะ และยังมีแขนกิโมโนที่ยาวกว่ามากด้วย คล้ายๆ กับกิโมโน Furisode (振り袖 : กิโมโนแขนยาว) ส่วนเกโกะจะสวมกิโมโนแขนสั้นที่มีสีสันน้อยกว่า แต่เน้นให้มีมีลวดลายวิจิตรงดงามแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่

5. โอบิ (帯 : Obi)
     โอบิของไมโกะมีความกว้าง (1 ฟุตเป็นอย่างน้อย) และยาวมาก (5-6 เมตร) ใช้ผูกกิโมโนด้วยเงื่อน Darari (だらりの帯 : Darari no Obi) ส่วนเกอิชานั้นใช้โอบิแบบสั้นกว่า และผูกด้วยเงื่อน Otaiko (お太鼓結び : Otaiko musubi) ธรรมดา

6. ปกกิโมโน (衿 : Eri)

ปกกิโมโนของไมโกะ
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก tomtombeat on Instagram และ tigertakashi on Instagram)
ไมโกะรุ่นน้อง Chikasuzu และไมโกะอาวุโส Fumiyoshi
มีกฎว่า ไมโกะรุ่นน้อง (ปี1-3) จะสวมปกกิโมโนที่มีลวดลายเน้นสีแดง ส่วนไมโกะอาวุโส (ปี3-6) จะสวมปกกิโมโนสีขาวล้วน

ความแตกต่างของปกกิโมโนทางด้านหลัง
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก fragrantolive11 on Instagram และ minerinhane on Instagram)
ไมโกะ Hinayuu และเกโกะ Korin
ปกด้านหลังของไมโกะเป็นสีแดงเสมอ (ไม่ว่าจะเป็นไมโกะมากี่ปีแล้วก็ตาม)
ส่วนปกด้านหลังของเกโกะจะเป็นสีขาวเสมอ

     ปกกิโมโนของไมโกะมักมีลวดลาย โดยไมโกะรุ่นน้องจะสวมปกสีแดงปักลวดลายต่างๆ ส่วนไมโกะอาวุโสจะใช้ปกสีขาวเมื่อมองจากด้านหน้า และเป็นสีแดงเสมอเมื่อมองจากด้านหลัง ส่วนปกกิโมโนของเกโกะจะเป็นสีขาวล้วนทั้งด้านหน้าและหลัง

7. รองเท้า
     ไมโกะมักสวมรองเท้าแบบสูง เรียกว่า Okobo (おこぼ) ส่วนเกโกะจะสวมรองเท้าเกี๊ยะทำขึ้นพิเศษที่สูงน้อยกว่า เรียกว่า Komachi-geta (小町下駄) แต่ในโอกาสที่ทั้งไมโกะและเกโกะต้องเดินในระยะทางไกลๆ พวกเธอก็จะเลือกสวมรองเท้า Zori (草履) แทน

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Japan-talk

เกอิชา นาฏนารี #13 : Kimicho-san เกอิชาชาวอเมริกัน(6 ตอนจบ)

     บทสัมภาษณ์ Kimicho-san ชาวอเมริกัน ผู้ทำหน้าที่เกอิชาชาวต่างขาติในโตเกียว
     โดย Geisha-kai on Tumblr
     ตอนที่ 6 (ตอนจบ)

     Q: คุณคิดว่าสภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองสมัยนี้เอื้อต่อการเป็นอยู่ของเกอิชาไหมคะ
     A: ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นมีกำลังซื้อสินค้าและบริการที่หรูหราลดน้อยลงค่ะ ทำให้ศิลปะแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมหลายแขนง รวมถึงเกอิชา กลายเป็นบริการระดับสูงที่มีราคาแพง สิ่งเหล่านี้ยังส่งผลให้การสนับสนุนเกอิชาให้ประกอบอาชีพต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากมากค่ะ

     Q: คุณคิดว่าสังคมเกอิชาจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต และจะมีวิธีปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างไรบ้างคะ
     A: ฉันหวังว่าศิลปะแบบดั้งเดิมทั้งหลายรวมถึงวัฒนธรรมของเกอิชานี้จะสามารถเจริญเติบโตต่อไปในอนาคตได้ เราต้องมีความทะเยอทะยานค่ะ ต้องพยายามทำให้วัฒนธรรมเหล่านี้เข้าถึงคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติมากขึ้น และฉันก็หวังด้วยว่าจะต้องสนับสนุนให้มีการลงทุนในด้านศิลปะดั้งเดิมเพิ่มขึ้น ลองจินตนาการดูสิคะ ในอนาคต หากเกอิชา นักแสดงโนะ (能 : Noh [ละครเวทีญี่ปุ่นโบราณ]) ช่างแต่งกิโมโน และอื่นๆ อีกมาก กลายเป็นเพียงเรื่องราวในหนังสือหรือละคร นั่นคงเป็นอนาคตที่แสนเศร้า ฉันคิดว่ากุญแจสำคัญที่จะทำให้วัฒนธรรมศิลปะเหล่านี้ยังคงอยู่ต่อไป คือการรู้จักปรับตัวเข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อีกสิ่งหนึ่งคือต้องยอมรับเลยว่ายุครุ่งเรืองของเกอิชาได้ผ่านไปแล้ว อุปสงค์ของลูกค้าก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเกอิชาต้องยอมปรับเปลี่ยนตัวเองเล็กน้อย เพื่อให้เข้ากับแขกสมัยใหม่มากกว่าเดิม ซึ่งเกียวโตก็เป็นแหล่งวัฒนธรรมด้านนี้ที่ยังคงรักษาไว้ได้เหมือนแต่เก่าก่อนมากที่สุดอยู่แล้ว ก็ต้องรักษาต่อไป ส่วนแหล่งเกอิชาที่อื่นๆ เช่น โตเกียว, Nara, Niigata และที่อื่น มันก็มีที่ว่างสำหรับการเปลี่ยนแปลงได้ ยกตัวอย่างเช่นกิจกรรมใหม่ในเกียวโต คือลานเบียร์ Kamishichiken ในเกียวโต, หรือ Gion Corner นั่นคือตัวอย่างของการปรับตัวที่เยี่ยมมากค่ะ ต่อไปเกอิชาก็จะกลายเป็นผู้ให้ความบันเทิงอันทรงคุณค่า ที่สามารถแสดงศิลปะของตนเองออกมาได้มากกว่าในงานเลี้ยง แต่จริงๆ แล้วจะเป็นอย่างไรก็ต้องค้นหากันต่อไปค่ะ

     Q: มีโอกาสไหมคะที่คนอื่นๆ ที่สนใจจะได้เป็นเกอิชาแบบคุณบ้าง
     A: ถ้าคุณต้องการจะเป็นเกอิชาจริงๆ แล้วละก็ จงเชื่อมั่นในตัวเอง คุณต้องทำได้แน่นอนค่ะ แต่มันอาจยากหรือต้องสละหลายสิ่งไป แต่ก็เหมือนฉันแหละค่ะ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องเรียนภาษาญี่ปุ่น ไม่ต้องรีรอ เริ่มได้เลยตอนนี้ค่ะ สิ่งนี้จะเป็นกุญแจช่วยเป็นประตูความฝันของคุณได้ หากคุณพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ เรื่องนี้จะกลายเป็นเป็นไปไม่ได้ทันทีค่ะ อย่างที่สอง คุณต้องมาญี่ปุ่นให้ได้ จากนั้นก็เริ่มเรียนรำ เรียนบรรเลงเครื่องดนตรีญี่ปุ่น เรียนเกี่ยวกับกิโมโนและชา จงพยายามต่อไป ให้ชื่อเสียงของคุณดังกึกก้อง และอย่างที่ฉันบอกไป มันยากก็จริง แต่อย่าเพิ่งท้อถอย พยายามต่อไปนะคะ หากมันคือความฝันที่คุณจริงจังจริงๆ คุณต้องทำได้แน่นอนค่ะ

     Q: เกอิชาในเกียวโตและโตเกียวแตกต่างกันอย่างไรคะ
     A: เกอิชาในสองที่นี้ค่อนข้างแตกต่างกันเลยค่ะ ฉันก็พอทราบมาบ้าง แต่ไม่เคยพบเกโกะเกียวโตตัวจริงสักทีนะคะ เกโกะที่เกียวโตมีตารางการฝึกซ้อมที่เข้มข้นจริงจังกว่า และในงานเลี้ยง โตเกียวและเกียวโตก็มีบรรยากาศที่ต่างกันด้วยค่ะ ในโตเกียว พวกเราจะมีเพลงและร่ายรำที่ทรงพลังและครึกครื้นมากกว่า แต่ระดับความเป็นทางการนั้นน้อยกว่าในเกียวโต ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าด้วยนะคะ

     Q: คุณคิดว่าประโยคที่ว่า “วัฒนธรรมญี่ปุ่นหลายประเภทกำลังสูญหาย” เป็นจริงไหมคะ
     A: ฉันไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้นค่ะ เพียงแค่วิถีชีวิตของคนสมัยใหม่เปลี่ยนไปเท่านั้นเอง วัฒนธรรมหลายๆ อย่าง เช่น พิธีชงชา หรือเกอิชาและงานเลี้ยง ที่เคยเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ก็กลายเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโอกาสพิเศษเท่านั้น ส่วนตัวฉันก็พยายามจะร่วมมือกับศิลปินท่านอื่น เพื่อฟื้นฟูและค่อยๆ ปรับศิลปะเหล่านี้ให้เข้ากับวิถีชีวิตสมัยใหม่มากขึ้นค่ะ

     Q: คุณเริ่มต้นการฝึกด้วยการเป็น Shikomi หรือ Minarrai ก่อนไหมคะ แล้วที่เกียวโตเขาเรียกการฝึกฝนเหล่านี้เหมือนกันไหมคะ
     A: โอกิยะ (置屋: Okiya [สำนักเกอิชา]) ส่วนใหญ่ในโตเกียวจะไม่มีช่วง Shikomi (仕込み : Shikomi [ช่วงฝึกก่อนเป็นไมโกะ Shikomi มีหน้าที่หลักคือดูแลบ้าน ทำความสะอาด โดยไม่ได้รับอนุญาตให้แต่งกิโมโนแบบไมโกะหรือเกโกะ]) ค่ะ โดยจะทำข้อตกลงกับหญิงที่มีอาชีพอื่นอยู่แล้ว แต่ต้องการเป็นเกอิชาด้วย ด้วยสิ่งนี้นั่นเอง ที่ทำให้เกอิชาในโตเกียวไม่มีโอกาสได้อาศัยร่วมกันในโอกิยะเหมือนในเกียวโตค่ะ

**ติดตาม Kimicho-san ได้ที่ Instagram ของเธอ**

Fumiou, Tai Sakura Okiya 
ขอขอบคุณบทสัมภาษณ์จาก Geisha-kai on Tumblr

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เกอิชา นาฏนารี #12: Kimicho-san เกอิชาชาวอเมริกัน(5)

     บทสัมภาษณ์ Kimicho-san ชาวอเมริกัน ผู้ทำหน้าที่เกอิชาชาวต่างขาติในโตเกียว
     โดย Geisha-kai on Tumblr
     ตอนที่ 5

     Q: ช่วงที่ยากที่สุดของการก้าวขึ้นเป็นเกอิชาตัวจริงได้นั้นคือช่วงไหนคะ
     A: บางครั้งฉันก็รู้สึกว่าการสร้างการเชื่อมโยงที่แท้จริงเข้ากับวัฒนธรรมนี้ช่างยากเหลือเกิน แต่ทุกอย่างก็ต้องอากศัยเวลาทั้งนั้นนี่คะ เรื่องภาษาก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ยาก บวกกับความกดดันในการใช้ชีวิตที่ขึ้นอยู่กับอาชีพที่มีบรรทัดฐานความสามารถที่ควรจะมีสูงมาก แต่ฉันก็พยายามประกอบอาชีพนี้ต่อไปเพื่อนำเสนอศิลปะชั้นสูงให้ออกมาดีที่สุด จนทำให้ตอนนี้ทั้งการรำ การบรรเลงเครื่องดนตรี และทักษะในงานเลี้ยง เริ่มมีการพัฒนาที่ดีขึ้น ฉันจึงไม่รู้สึกว่ามีช่วงไหนยากเป็นพิเศษ เพราะฉันรักในสิ่งที่ทำไงคะ แต่ก็แอบยอมรับหน่อยๆ นะคะว่า ฉันก็รู้สึกกดดันกับการแสดงศิลปะขั้นสูงขึ้นไปอีกนิดหน่อยค่ะ

     Q: แล้วช่วงที่คุณชอบที่สุดล่ะคะ
     A: ฉันชอบความจริงที่ว่าฉันได้ตกหลุมรักในวัฒนธรรมนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้วค่ะ ฉันได้รับโอกาสมากมายในการศึกษาเล่าเรียนศิลปะ แม้แต่นอกห้องเรียนด้วยค่ะ ตัวอย่างเช่น ฉันเคยได้รับเชิญไปร่วมการแสดงชามิเซ็ง (三味線 : Shamisen [เครื่องดนตรีสามสายของญี่ปุ่น]) และพิธีชงชา และเดือนหน้านี้ ฉันจะไปชมการแสดงโนะค่ะ (: Noh [ละครเวทีญี่ปุ่นโบราณ]) เหล่านี้คือสิ่งที่ฉันใฝ่ฝันจะทำมาตั้งแต่ยังเด็ก ใฝ่ฝันว่าจะได้เป็นเกอิชา ต้องขอบคุณอาชีพนี้ที่ทำให้ฉันได้พบกับศิลปินหลายท่าน และฉันก็หวังว่าจะได้พบศิลปินท่านใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วยค่ะ

     Q: ลูกค้่าที่สนใจสามารถติดต่อจองคุณไปแสดงได้ที่ไหนบ้างคะ
     A: สำหรับท่านที่ใช้ภาษาอังกฤษ สามารถติดต่อฉันได้โดยตรงเลยค่ะ ที่ yoshinoya.kimicho@gmail.com และท่านที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น ก็โทรมาได้โดยตรงเลยค่ะ เบอร์โทรศัพท์สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของเรา http://yoshinoya-geigi.com ค่ะ

     Q: คุณมีลูกค้าที่รู้จักดีเป็นของตัวเองหรือยังคะ แล้วพวกเขามีท่าทีอย่างไรบ้างกับเกอิชาชาวต่างชาติคะ
     A: ฉันยังใหม่เกินไปสำหรับการพบกับลูกค้าทั่วไปอยู่ค่ะ แต่ก็เคยมีประสบการณ์วิเศษกับแขกหลายท่าน และอยากจะพบพวกเขาอีกครั้งหากมีโอกาสค่ะ ฉันเคยพบแขกชาวญี่ปุ่นเช่นกัน แต่ถ้าเป็นเร็วๆ นี้ ฉันอยากพบแขกชาวต่างชาติมากกว่าคะ คือมันต่างกันจริงๆ นะคะ บางครั้งลูกค้าของพวกเราก็สงสัย ตื่นเต้น และมีคำถามเกี่ยวกับฉันด้วยล่ะค่ะ

     Q: ช่วยอธิบายเกี่ยวกับรายได้และเงินเดือนของเกอิชาให้พวกเราฟังหน่อยค่ะ
     A: เราจะจ้างเกอิชาไปแสดง โดยคิดเป็นรายชั่วโมงค่ะ ซึ่งราคานั้นก็แตกต่างกันไปในแต่ละสำนัก นอกจากนั้นคุณก็สามารถให้ทิปเกอิชาได้ด้วย หากคุณชื่นชอบการแสดงหรือการพูดคุยของเธอก็ควรให้ทิปค่ะ แต่ควรให้กับสำนักหรือผู้ดูแลนะคะ เพราะการให้ทิปโดยตรงกับเกอิชาดูไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าไหร่

**ติดตาม Kimicho-san ได้ที่ Instagram ของเธอ**

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณบทสัมภาษณ์จาก Geisha-kai on Tumblr

วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เกอิชา นาฏนารี #11: Kimicho-san เกอิชาชาวอเมริกัน(4)

     บทสัมภาษณ์ Kimicho-san ชาวอเมริกัน ผู้ทำหน้าที่เกอิชาชาวต่างขาติในโตเกียว
     โดย Geisha-kai on Tumblr
     ตอนที่ 4

     Q: ช่วยเล่าเรื่องโครงสร้างทางสังคมของ Hanamachi (花街 : เขตเกอิชา แปลตรงตัวได้ว่า "เมืองดอกไม้") ใน Shinagawa หน่อยได้ไหมคะ
     A: สำหรับเขต Shinagawa หรือถ้าจะเรียกให้เจาะจงกว่านั้นก็คือ Oimachi ตอนนี้มีโอกิยะ (置屋 : สำนักเกอิชา) ทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ Yoshinoya(โอกิยะของฉันเอง), Matsunoya และ Namiki ค่ะ โดยแต่ละโอกิยะก็จะมีทั้งคุณแม่ (Okaasan[お母さん] : ผู้ควบคุมดูแลโอกิยะ) เกอิชาอาวุโส เกอิชารุ่นน้อง Hangyoku (半玉 : เกอิชาฝึกหัด) และ Minarai (見習い : เด็กฝึกขั้นรองลงมา) ที่นี่เป็นเขตเกอิชาแหล่งเล็กๆ ที่ไม่มีสำนักงานเกอิชาส่วนกลางเหมือนเขตอื่นๆ ทำให้แต่ละโอกิยะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก และพวกเราก็ทำงานร่วมกันบ่อยๆ ด้วยค่ะ แม่ของ Eitarou-san (เกอิชาชายคนเดียวของญี่ปุ่น) เคยอยู่ในโอกิยะ Yoshinaya ก่อน แล้วจึงย้ายไปสร้างโอกิยะใหม่เป็นของตนเอง ซึ่งก็คือโอกิยะ Matsunoya นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ Eitarou-san กับคุณแม่ของโอกิยะของฉันจึงสนิทกันมากๆ เลยล่ะค่ะ

     Q: จนถึงตอนนี้แล้วคุณมีไอดอลเกอิชา ที่คุณอยากจะเจริญรอยตามบ้างไหมคะ
     A: คำถามนี้ยากจังเลยนะคะ จริงๆ ฉันก็นับถือ Eitarou-san มากเลยค่ะ ทุกสิ่งที่เขาทำมาตลอดชีวิต และการประสบความสำเร็จทางด้านศิลปะล้วนแต่น่าเหลือเชื่อค่ะ ก็แอบหวังนะคะ ว่าฉันจะประสบความสำเร็จแบบนั้นได้บ้าง อีกบุคคลหนึ่งที่ฉันเคารพก็คือคุณแม่ของโอกิยะของฉันนี่แหละค่ะ ท่านทำหลายอย่างมาตลอดการประกอบอาชีพเกอิชาของท่าน ด้วยความที่ฉันยังเป็นเด็กใหม่อยู่ก็อยากจะมองหาหญิงผู้มากประสบการณ์คอยช่วยชี้แนะและเป็นแบบอย่างให้ตัวเองค่ะ

     Q: จากวันเวลาที่ผ่านไป ภาพรวมของสังคมเกอิชาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างคะ
     A: ตอนแรกเลยฉันตกใจมากค่ะ ที่ได้รู้ว่าแม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็มีจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจเกอิชาแบบผิดๆ อย่างที่คนอเมริกันก็เป็น หลายที่เลยที่สังคมเกอิชาตกต่ำมากๆ หรือไม่พวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าหน้าที่ของเกอิชาจริงๆ แล้วคืออะไร ในโตเกียว หรืออาจรวมถึงแหล่งเกอิชาอื่นๆ บางแห่ง ก็ยังมีชาวญี่ปุ่นบางกลุ่มที่ไมรู้ตัวว่ามีแหล่งเกอิชาอยู่ใกล้ๆ น่ะค่ะ ฉันเคยได้รับคำถามว่าอาชีพเกอิชาที่ฉันทำอยู่นี้คืออะไร และฉันต้องเรียนอะไรบ้าง ซึ่งคนถามนี่ก็มีทั้งคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติพอๆ กันเลยค่ะ สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันและรุ่นพี่เกอิชาของฉันต้องพยายามอย่างมากเพื่อปรับเปลี่ยนความเข้าใจผิดให้กลับมาถูกต้องค่ะ

     Q: ครอบครัวคุณมีความคิดเห็นต่ออาชีพเกอิชาของคุณอย่างไรคะ
     A: ฉันเป็นคนที่มีความคิดความสนใจแตกต่างจากคนอื่นๆ ในครอบครัวเสมอมาเลยค่ะ ก็เลยคิดว่าครอบครัวคงไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอกค่ะ ที่เห็นฉันเป็นคนที่แตกต่างจากบรรทัดฐานที่ควรจะเป็น และเลือกที่จะเดินบนเส้นทางสายนี้ ตอนนั้นฉันไม่ค่อยได้บอกใครเกี่ยวกับความฝันของฉันนัก สิ่งนี้อาจจะทำให้เรื่องความฝันสู่การเป็นเกอิชานี้กลายเป็นเรื่องน่าแปลกใจก็ได้นะคะ ครอบครัวฉันมีความสงสัยกันอย่างมากว่า "อาชีพเกอิชาคืออะไร" ฉันก็หวังว่าเร็วๆ นี้ พวกเขาคงได้มาญี่ปุ่นและเห็นว่าอาชีพที่ฉันทำอยู่นี้คืออะไร ย่าของฉัน ท่านเคยอ่านหนังสือของ Mineko Iwasaki ที่เขียนเกี่ยวกับช่วงชีวิตการเป็นเกอิชาของเธอ ต่อมา ท่านก็เลยมีความประหลาดใจและสนใจกับอาชีพของฉัน ซึ่งนี่ทำให้ฉันประทับใจในความใส่ใจของท่านมากเลยค่ะ

**ติดตาม Kimicho-san ได้ที่ Instagram ของเธอ
   ติดตาม Eitarou-san เกอิชาชายคนเดียวของญี่ปุ่นได้ที่ Facebook และ ameblo ของเขา**

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณบทสัมภาษณ์จาก Geisha-kai on Tumblr

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เกอิชา นาฏนารี #10: Kimicho-san เกอิชาชาวอเมริกัน(3)

     บทสัมภาษณ์ Kimicho-san ชาวอเมริกัน ผู้ทำหน้าที่เกอิชาชาวต่างขาติในโตเกียว
     โดย Geisha-kai on Tumblr
     ตอนที่ 3

     Q: คุณฝึกฝนทักษะต่างๆ เพื่อเป็นเกอิชาในเวลานานเท่าไหร่คะ แล้วการฝึกมีขั้นตอนอะไรบ้าง
     A: ช่วงที่ฉันยังเป็นเด็กฝึก ก็ได้ Okaasan (お母さん ; ผู้ดูแลโอกิยะ) และคุณครูทุกท่านช่วยสนับสนุนนี่แหละค่ะ ในโอกิยะ (置屋 : สำนักเกอิชา) ของเราก็จะมีทั้งรุ่นพี่ที่เป็นเกอิชาเต็มตัวและเด็กฝึก พี่สาวของฉัน Nanoha-san เธอเริ่มทำงานสายนี้ด้วยการเป็น Hangyoku (半玉 : เกอิชาฝึกหัด) เพราะตอนนั้นเธอเพิ่งอายุได้ 20 ปีเอง

     Q: ชื่อในวงการเกอิชาของคุณหมายความว่าอะไร และใครเป็นคนตั้งให้คะ
     A: ชื่อในวงการของฉัน "Kimicho ()" มาจากอักษรสองตัวค่ะ "Kimi ()" เป็นอีกคำที่ใช้สำหรับเรียก "คุณ" หรือคนที่เป็นที่รัก ส่วน "Cho ()" มาจากคำว่า Chocho ที่แปลว่า "ผีเสื้อ" รวมแล้วก็แปลได้ว่า "ผีเสื้อของคุณ" ค่ะ เด็กฝึกอีกสองคนที่เริ่มการฝึกพร้อมฉันก็ได้รับชื่อที่มีอักษร "Kimi (君)" เหมือนกันค่ะ พวกเธอได้ชื่อว่า "Kimichiyo" และ "Kimiho" ค่ะ คำว่า Chiyo ค่อนข้างจะแปลยากหน่อย แต่ก็ประมาณว่ามีอายุยืนยาว ในกรณีนี้ Okaasan เลือกชื่อนี้ให้เธอ เพราะเธอเป็นคนที่ฉลาดรอบรู้ทีเดียวค่ะ ส่วนคำว่า "Ho" มาจากอักษร "Takara ()" ที่แปลว่าขุมสมบัติ และที่สำคัญ ในโอกิยะของเรา Okaasan จะเลือกชื่อให้กับเราตามบุคลิกของแต่ละคนด้วยค่ะ

     Q: คุณแต่งชุดกิโมโนด้วยตัวเองหรือเปล่าคะ
     A: ในชีวิตประจำวันฉันแต่งเองค่ะ ส่วนสำหรับงานเลี้ยง เราไม่ได้มีช่างแต่งกิโมโนมาแต่งให้เหมือนในเกียวโต ดังนั้น Okaasan จึงมักทำหน้าที่นี้ค่ะ บางครั้งเราก็ช่วยแต่งให้กันและกันด้วย เพราะเราใช้ตู้เสื้อผ้าตู้เดียวกัน และมักจะเลือกเสื้อผ้าด้วยกันค่ะ

     Q: ลายหรือรูปแบบกิโมโนแบบไหนที่คุณชอบมากที่สุดคะ
     A: ฉันชอบหลายลายมากเลยค่ะ มันเลือกยากจริงๆ อาจเป็น Kingyo (金魚 : ปลาทอง) สำหรับฤดูร้อน, Rangiku (乱菊 : ดอกเบญจมาศ), Tsuru (鶴 : นกกระเรียน), Sensu (扇 : พัด) และ Tsudzumi (鼓 : กลอง) ค่ะ 

     Q: คุณเคยพบเกโกะ (芸子 : เกอิชาในสำเนียงคันไซ) หรือไมโกะ (舞妓 : เกโกะฝึกหัด) จากเกียวโตไหมคะ และคุณเคยลองพยายามเป็นเกอิชาในจังหวัดอื่นนอกจากโตเกียวไหมคะ
     A: ฉันยังไม่เคยพบเกโกะหรือไมโกะจากเกียวโตเลยค่ะ จะทำให้ความฝันนี้เป็นจริงได้อย่างไรนะ ฉันหวังว่าในอนาคต หากฉันมีทักษะภาษาญี่ปุ่นมากพอแล้ว ฉันก็อยากจะคว้าโอกาสที่สำคัญนี้ไว้เช่นกันค่ะ ตอนแรก นอกจากโตเกียวแล้ว ฉันก็ได้ติดต่อกับโอกิยะใน Niigata (新潟) และ Shizuoka (静岡) เหมือนกันค่ะแต่ส่วนใหญ่แล้วจริงๆ ก็เป็นโอกิยะในโตเกียวนี่แหละค่ะ

**ติดตาม Kimicho-san ได้ที่ Instagram ของเธอ**

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณบทสัมภาษณ์จาก Geisha-kai on Tumblr

วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เกอิชา นาฏนารี #9: Kimicho-san เกอิชาชาวอเมริกัน(2)

     บทสัมภาษณ์ Kimicho-san ชาวอเมริกัน ผู้ทำหน้าที่เกอิชาชาวต่างขาติในโตเกียว
     โดย Geisha-kai on Tumblr
     ตอนที่ 2

     Q: ตอนนี้คุณอาศัยอยู่ที่ไหน และติดต่อกับโอกิยะ (
置屋 : สำนักเกอิชา) ของคุณอย่างไรคะ
     A:  ฉันอาศัยอยู่ที่อพาร์ทเม้นในโตเกียวของฉันเองค่ะ และก็โชคดีมากๆ ที่มันอยู่ใกล้อาคารสำหรับฝึกซ้อม และ Ryotei (
料亭 : ร้านอาหารหรือภัตตาคารสไตล์ญี่ปุ่น) สถานที่ทำงานของเราด้วยค่ะ 

     Q: ก่อนหน้านี้ คุณสนใจในกิโมโนและวัฒนธรรมญี่ปุ่นขนาดนี้ไหมคะ
     A: ครั้งแรกที่ฉันตกหลุมรักในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ตอนนั้นฉันเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาค่ะ ฉันเจอหนังสือเกี่ยวกับ Kabuki (歌舞伎 : ละครญี่ปุ่นโบราณ) ในห้องสมุดโรงเรียน สิ่งที่ดึงดูดฉันไม่ใช่ Kabuki แต่เป็นรูปของ Maiko (舞妓 : เกอิชาฝึกหัด) ค่ะ ฉันเอาแต่จ้องมองรูปเหล่านั้นพร้อมคิดว่าพวกเธอต้องเป็นนางฟ้าหรือไม่ก็เจ้าหญิงแน่ๆ เลย ด้วยความเป็นเด็ก ฉันถูกชักจูงเข้าสู่เส้นทางนี้อย่างง่ายดาย ฉันเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นมากขึ้นมากขึ้น และซึมซับข้อมูลมากมายจากหนังสือและเว็บไซต์ที่อ่าน แต่ฉันก็ไม่มีโอกาสได้สวมกิโมโนหรือเรียนการร่ายรำจริงจังสักที จนกระทั่งเดินทางมาญี่ปุ่นนี่แหละค่ะ

     Q: คุณค้นพบตัวเองว่าอยากเป็นเกอิชาตอนไหนคะ
     A: เกอิชาเป็นความฝันของฉันเสมอมา แต่ก็ได้แต่ฝันว่าถ้าฉันได้เป็นเกอิชาจริงๆ จะมีความสุขถึงเพียงใดกันนะ เพราะตอนนั้น การเป็นคนต่างชาติ และจะเป็นเกอิชาที่ญี่ปุ่นได้นั้นดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ฉันจึงเก็บให้มันเป็นเพียงฝันลมๆ แล้งๆ ในใจ จนกระทั่งได้พบเกอิชาที่ Nagasaki ตอนนั้นฉันคิดเพียงว่าต้องให้โอกาสตัวเองได้คว้าฝันค่ะ

     Q: คุณเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นตอนไหนคะ แล้วคิดว่าส่วนไหนยากที่สุด
     A: ฉันเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ที่อเมริกามาประมาณปีนึงค่ะ บวกกับใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ที่ญี่ปุ่นอีกหนึ่งปีก็เป็นสองปี ต้องยอมรับเลยค่ะว่าภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ยาก ฉันพยายามอย่างมากที่จะใช้ภาษาสุภาพในสถานการณ์ที่เป็นทางการ ซึ่งก็โชคดีที่ชาวญี่ปุ่นเขาเข้าใจคนที่ไม่ได้พูดเป็นภาษาแม่ คนที่พยายามจะเรียนรู้ และพวกเขาก็พร้อมที่จะช่วยเหลือคุณเสมอเมื่อคุณพูดไม่ถูกต้องค่ะ

     Q: ภาพในความคิดที่คุณเคยนึงถึงเกี่ยวกับเกอิชาก่อนมาญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้างคะ
     A: ฉันตกใจมากเมื่อพบว่าเกอิชาที่โตเกียวไม่ได้ทาหน้าขาวเข้าร่วมงานเลี้ยงตลอดน่ะค่ะ เรื่องนี้กลายเป็นว่าลูกค้าสามารถเลือกได้ ขึ้นอยู่กับราคาที่ต้องการและรสนิยมของพวกเขา ซึ่งฉันเองก็คิดว่านี่เป็นวิธีที่ดีทีเดียว ที่จะเพิ่มการเข้าถึงเกอิชาและลูกค้าที่ขยายขอบเขตกว้างขึ้นค่ะ

**ติดตาม Kimicho-san ได้ที่ Instagram ของเธอ**

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณบทสัมภาษณ์จาก Geisha-kai on Tumblr

วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เกอิชา นาฏนารี #8: Kimicho-san เกอิชาชาวอเมริกัน(1)

     บทสัมภาษณ์ Kimicho-san ชาวอเมริกัน ผู้ทำหน้าที่เกอิชาชาวต่างขาติในโตเกียว
     โดย Geisha-kai on Tumblr
     ตอนที่ 1

     Q: ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ
     A: สวัสดีค่ะ ฉันอายุ 25 ปี มาจาก Saint Louis, รัฐ Missouri อันเป็นเมืองเกษตรกรรมเล็กๆ ทางตอนกลางของสหรัฐอเมริกาค่ะ เมืองนี้มีประชากรประมาณ 2,000 คน และห่างไกลจากโตเกียวมาก ตอนนั้น นอกจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นแล้ว ฉันก็ชอบแมว บัลเลต์ และการทำอาหารด้วยค่ะ

     Q: เรื่องราวการก้าวเข้าสู่การเป็นเกอิชาของคุณเป็นอย่างไรคะ
     A: ฉันหลงไหลในวัฒนะธรรมญี่ปุ่นตั้งแต่เด็ก เมื่อครั้งที่ฉันจบชั้นมัธยมปลาย ตอนนั้นฉันคิดไม่ออกเลยค่ะว่าอาชีพไหนที่เหมาะกับตัวเอง ก็เลยลองเรียนหลายสาขามากๆ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจได้ว่าฉันจะวิ่งตามความฝัน ด้วยการเริ่มเรียนภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่นค่ะ ฉันเรียนอยู่ที่อเมริกาหนึ่งปีเต็ม แล้วต่อมาฉันก็ได้มีโอกาสมาศึกษาต่อที่ Nagasaki นั่นเป็นการย้ายที่อยู่ของฉันเป็นครั้งแรกเลยล่ะค่ะ เมื่อย้ายมาญี่ปุ่นแล้ว ฉันได้เรียนวิชาที่น่าสนใจมากมาย หนึ่งในนั้นคือตอนที่ฉันไปทัศนศึกษาเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับวัดและศาลเจ้า ครูกล่าวถึงเกอิชาใน Nagasaki ด้วย นั่นทำให้เหมือนมีไฟลุกขึ้นมาในตัวฉันนับแต่ตอนนั้น ฉันได้แต่คิดว่ามันน่าเหลือเชื่อแค่ไหน ที่ฉันมาอยู่ที่ญี่ปุ่น ในเมืองเดียวกับเกอิชาตอนนี้ ฉันก็ไม่ได้คิดหรอกค่ะว่ามันจะเป็นไปได้ ตอนแรกก็แค่ต้องการจะพบพวกเขาเท่านั้น แต่หลังจากนั้นฉันก็คิดว่า ลองหน่อยน่า... มันอาจเป็นไปได้! แล้วฉันก็เริ่มพยายามเพื่อที่จะได้เป็นเกอิชา สุดท้ายฉันก็ทำได้ค่ะ และฉันคงอยากจะเตะตัวเอง ถ้าหากตอนฉันไม่แม้แต่คิดจะลองพยายาม

     Q: แล้วขั้นตอนสู่การเป็นเกอิชาของชาวต่างชาตินั้นยากมากไหมคะ เพื่อนร่วมงานของคุณ เกอิชาชาวญี่ปุ่นเขาดูแลคุณดีไหมคะ
     A: ทุกครั้งที่ได้รับคำถามกว้างๆ ลักษณะนี้ ฉันพยายามอย่างมากเลยค่ะที่จะไม่ตอบไปเกี่ยวกับคนหรือวัฒนธรรมญี่ปุ่นตรงๆ เพราะประสบการณ์ของฉันมันไม่สามารถตัดสินได้ ว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอ แต่สำหรับฉันนะคะ ชีวิตก็มีขึ้นมีลงเสมอ ก้าวแรกของฉันนั้นต้องขอบคุณคุณครูที่รู้จักคนที่เกี่ยวข้องกับเกอิชาใน Nagasaki ค่ะ จากนั้นฉันได้มีโอกาสเข้าไปในสำนักงานที่ดูแลเรื่องเกอิชา และดูการฝึกซ้อมนิดหน่อย ตอนนั้นฉันทำตัวสงบเสงี่ยมประหนึ่งว่าพวกเขาจะยอมรับฉัน และฝึกฉันให้เป็นเกอิชา แต่ตอนนั้นฉันยังพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไม่ค่อยแข็งน่ะค่ะ ก็เลยทำให้ไม่ค่อยได้พูดคุยกับเกอิชาใน Nagasaki ตัวต่อตัวสักเท่าไร เกอิชาอาวุโสที่นี่ใจดีมาก แต่พวกเขายังดูสงสัยในตัวฉันมาก ฉันก็เข้าใจนะคะ สุดท้ายพวกเขาจึงตัดสินใจไม่รับฉันเข้าฝึกค่ะ ต่อมาฉันติดต่อสำนักเกอิชาที่อื่นๆ ผ่านเว็บไซต์ ผู้ดูแลสำนักปัจจุบันของฉัน (Okaasan) ก็มีมุมมองว่าเขตเกอิชาใน Oimachi (เขต Shinagawa, โตเกียว) ควรมีการปรับปรุงบ้าง ใช่ค่ะ เธอเป็นคนที่มีมุมมองเปิดกว้างต่อความพยายามของฉันมาก ฉันจึงได้เข้ารับการฝึกที่นั่น และก็โชคดีมากจริงๆ ที่รุ่นพี่ทั้งหลายดีกับฉันและคอยสนับสนุนฉันเสมอ แต่ก็มีบ้างนะคะ คนที่ยังสงสัย ระแวงกันอยู่ แต่ฉันก็เข้าใจพวกเขาค่ะ

**ติดตาม Kimicho-san ได้ที่ Instagram ของเธอ**

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณบทสัมภาษณ์จาก Geisha-kai on Tumblr

วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เกอิชา นาฏนารี #7: เกอิชา อาชีพที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลาง

     “ธุรกิจหลักของญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่การต่อเรือ แต่เป็นการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิม การผลิตวิทยุทรานซิสเตอร์หรือไม่ก็กล้องถ่ายรูป ทั้งหมดนั่นคือธุรกิจของการให้ความบันเทิง”
     - Boye De Mente, ผู้ชื่นชอบเกอิชา -

     คำว่าเกอิชา แปลตรงตัวว่า "ศิลปินผู้ให้ความบันเทิง" แม้ว่าจะมีหญิงขายบริการบางกลุ่มอ้างตัวว่าเป็นเกอิชา แต่พวกเขาไม่ใช่ ชีวิตรักของเกอิชาแตกต่างจากชีวิตการทำงานของพวกเธอในฐานะเกอิชาโดยสิ้นเชิง เพราะเกอิชามีหน้าที่เพียงการให้ความบันเทิงแขกด้วยดนตรีการร่ายรำ และการสนทนา

     “เกอิชาเป็นผู้หญิงที่ได้รับเงินมาก ประสบความสำเร็จมาก และเป็นหญิงที่แข็งแกร่งมากที่สุดในญี่ปุ่น สิ่งนี้ยังคงเป็นจริงเสมอมา”
     - Iwasaki Mineko, จากหนังสือ Geisha, a Life -

     เกอิชาเรียนการร่ายรำตามแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม และรักษาภาพลักษณ์ของตนให้ดูสูงส่ง แม้เกอิชาต้องเป็นหญิงโสด แต่พวกเธอก็อาจมีคนรักได้

     “ปัจจุบันไม่มีเกอิชาชาวตะวันตกทำงานอยู่เลย วัฒนธรรมของเกอิชานั้นจัดได้ว่าเป็นศิลปะดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ปราศจากมลทิน”
     - Kenneth Champeon, บทความ The Floating World -
*บทความนี้ค่อนข้างเก่า แต่ปัจจุบันมีเกอิชาชาวต่างชาติทั้งตะวันตก และประเทศอื่นในแถบตะวันออกด้วย*

     ความสัมพันธ์ของเกอิชากับแขกผู้ชาย

     ความสัมพันธ์ของเกอิชากับแขกผู้ชายนั้นแตกต่างจากความสัมพันธ์ของสามีภรรยาอย่างมาก เกอิชาในอุดมคติต้องแสดงศิลปะที่ร่ำเรียนมาเพื่อให้ความบันเทิงแขก แต่ภรรยาในอุดมคติต้องมีความเจียมเนื้อเจียมตัว เกอิชามีอิสระมาก แต่ภรรยาต้องตกอยู่ใต้ความเคร่งเครียดของการรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบ ตามประวัติศาสตร์ บางครั้งเกอิชาก็แต่งงานกับแขกของพวกเธอ แต่การจะแต่งงานได้นั้นต้องแลกมากับตำแหน่งเกอิชา ซึ่งก็คือต้องลาออกนั่นเอง

     นอกจากนี้ เกอิชายังสามารถจีบกันกับแขกได้ แต่ต้องอยู่ภายในกรอบของคำว่าการต้อนรับและไมตรีจิต ไม่ใช่ความรัก โดยการฝึกฝนหลายปีจะช่วยทำให้พวกเธอสามารถประยุกต์ละแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ต่างได้ดีขึ้น

     เกอิชา อาชีพที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลาง

     ผู้หญิงในสังคมเกอิชาถือได้ว่าเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในญี่ปุ่น เพราะในเส้นทางสายนี้ เกือบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องจะถูกจัดการโดยผู้หญิง หากไม่มีโรงน้ำชา (Ochaya : お茶屋) หรือโอกิยะ (Okiya : 置屋) ที่จัดการโดยผู้หญิงผู้มากด้วยทักษะเหล่านี้ โลกของเกอิชาอาจไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป ผู้ดูแลโรงน้ำชาเป็นผู้ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สังคมนี้ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น และบางครั้งผู้ชายก็เข้ามาเกี่ยวข้องในโลกของเกอิชาด้วย เช่น ช่างทำผม ช่างแต่งกิโมโน(เพราะการจะผูกโอบิให้ไมโกะต้องใช้แรงอย่างมาก) และนักการบัญชี โดยบทบาทของผู้ชายในสังคมนี้มีความจำกัดอย่างมาก

     "โลกของเกอิชาครั้งเริ่มแรกนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระและการมีบทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิง แต่ก็ไม่ใชผู้หญิงทุกคนที่จะได้รับอิสภาพอย่างมากจากการประกอบอาชีพนี้ ซึ่งเกอิชามักถูกยกย่องในสังคมชาวญี่ปุ่นในฐานะผู้รักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่ให้สูญหาย"
     - บทสัมภาษณ์ Iwasaki Mineko โดย Boston Phoenix -

     การจะเป็นเกอิชาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนี่เป็นทางเลือกของผู้หญิงที่ไม่ต้องการฐานะ “ภรรยา” อาจกล่าวได้ว่าสังคมของเกอิชานั้นเป็นสังคมที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลาง เพราะผู้หญิงดูแลโอกิยะ เป็นครูสอนเกอิชารุ่นใหม่ เป็นเจ้าของโรงน้ำชา เป็นคนคัดเลือกรับเกอิชาเข้าทำงาน เป็นคนรับรายได้ ในขณะที่ผู้ชายมีบทบาทหลักเพียงการเป็นแขก ซึ่งเป็นบทบาทที่จริงๆ แล้วก็เป็นได้ทั้งแขกผู้ชายและผู้หญิง

     ในประวัติศาสตร์ผู้หญิงญี่ปุ่นมองเกอิชาเป็นผู้หญิงฉลาด แต่เกอิชารุ่นใหม่ในปัจจุบัน บางคนมองเป็นอาชีพที่มีอิสระ เพราะพวกเธอสามารถเลือกทางเดินให้ตัวเองได้ โดยไม่ต้องกังวลถึงความรับผิดชอบต่อครอบครัวโดยเฉพาะลูกๆ

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เกอิชา นาฏนารี #6: เกอิชาสมัยใหม่

     เกอิชาสมัยนี้ยังคงอาศัยอยู่ในสำนักเกอิชาที่เรียกว่า โอกิยะ (Okiya : 置屋) เหมือนเมื่อก่อน โดยเฉพาะในช่วงการเป็นเกอิชาฝึกหัด แต่หลังจากนั้น เมื่อขึ้นเป็นเกอิชาเต็มตัวที่มีประสบการณ์แล้วก็สามารถแยกตัวออกไปอยู่ด้วยตนเองได้ โดยสังคมชั้นสูงจากวัฒนธรรมของเกอิชานั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Karyuukai (花柳界) ที่แปลว่าเมืองดอกไม้

     ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 20 การฝึกฝนเกอิชาจะเริ่มตั้งแต่อายุประมาณ 4 ขวบ แต่สมัยนี้ การศึกษาภาคบังคับทำให้เด็กๆ ต้องเรียนจนถึงอายุ 15 ปี เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นแล้ว หากพวกเธอต้องการที่จะเป็นเกอิชา ก็สามารถติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อเริ่มการฝึกฝนสู่การเป็นเกอิชาได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว พวกเธอมักตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางสายนี้หลังเรียนจบชั้นมัธยม มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วก็มีไม่น้อย

     เกอิชายังต้องเรียนการบรรเลงเครื่องดนตรีญี่ปุ่นดั้งเดิมด้วย ซึ่งได้แก่ Shamisen, Shakuhachi และกลองต่างๆ รวมถึงยังต้องศึกษาเกมสำหรับงานเลี้ยง บทเพลงญี่ปุ่นโบราณ การเขียนอักษร การร่ายรำ การชงชา วรรณคดี และบทกลอนต่างๆ ด้วย ซึ่งพวกเธอจะสามารถเก่งขึ้นได้ด้วยการศึกษาเรียนรู้จากเกอิชาหรือไมโกะรุ่นพี่ และจากความช่วยเหลือของเจ้าของโอกิยะ (Okaa-san : お母さん)


Shamisen เครื่องดนตรีสามสายของญี่ปุ่น


     เนื่องด้วยวัฒนธรรมที่ซับซ้อน และการเป็นสังคมชั้นสูงของเหล่าเกอิชา ทำให้กิโมโนที่พวกเธอสวมใส่นั้นมีความยาวมาก พร้อมประกอบด้วยลวดลายงดงาม และมีการนำผ้าผืนยาวที่เรียกว่า “โอบิ (Obi : 帯)”มารัดทับกิโมโนบริเวณเอวเพื่อรักษาให้กิโมโนสามารถปกคลุมร่างกายได้

     จังหวัดเกียวโต ถือได้ว่าเป็นแหล่งของเกอิชาที่มีความมั่นคงและยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุด โดยในแถบญี่ปุ่นตะวันตกจะเรียกเกอิชาว่า “เกโกะ (Geiko : 芸子)” แต่ในแถบโตเกียวก็ยังคงเรียกว่าเกอิชา ซึ่งการจะพบเกอิชานอกเขต Hanamachi (花街) หรือ Chayagai (茶屋街 : แปลว่าเขตของโรงน้ำชา) เป็นเรื่องยากมาก เพราะสมัยก่อน ในปีคริสต์ศักราช 1920 มีเกอิชามากถึง 80,000 คนทั่วญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันกลับเหลือเพียงราวๆ 1,000-2,000 คนเท่านั้น

     ปัจจุบัน ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาลงทำให้ความสนใจของคนญี่ปุ่นต่อวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเองนั้นลดน้อยลง ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำหรับแลกกับศิลปะจากเกอิชาที่สูงมากอีกประการ ยิ่งทำให้โลกในส่วนนี้ถูกละทิ้งมากขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็มีส่วนช่วยทำให้โลกของเกอิชาถูกฟื้นฟูขึ้นมาได้มาก อินเทอร์เน็ตช่วยให้เด็กผู้หญิงได้เห็นวัฒนธรรมของเกอิชา และต้องการที่จะเป็นเกอิชากันมากขึ้น

     เกอิชามักถูกจ้างไปงานเลี้ยงบ่อยๆ โดยส่วนมากจะจัดงานกันที่โรงน้ำชา (Ochaya : お茶屋) หรือภัตตาคารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม (Ryoutei : 料亭) สมัยก่อนจะคิดค่าจ้างเกอิชาด้วยการจุดธูป เรียกว่า Senkoudai (線香代 : ค่าธูป) หรือ Gyokudai (玉代 : ค่าอัญมณี) แต่ปัจจุบันจะคิดเป็นรายชั่วโมง และในแถบเกียวโตจะเรียกค่าจ้างเหล่านี้ว่า Ohana (お花) หรือ Hanadai (花代) ที่แปลว่าค่าดอกไม้ โดย Okaa-san จะติดต่อกับศูนย์กลางของเขตเกอิชา (Kenban : 検番) เพื่อให้ผู้ที่รับผิดชอบ ได้จัดการกับตารางงานและตารางเรียนของเหล่าไมโกะและเกโกะทุกคน

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia