แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ shamisen แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ shamisen แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

เกอิชา นาฏนารี #19: ศิลปะของเกอิชา

     เกอิชาเริ่มการฝึกฝนศิลปะทางด้านดนตรีและการร่ายรำตั้งแต่ยังเด็กมากๆ และพวกเธอก็จะยังคงเป็นเกอิชาไปชั่วชีวิต โดยเริ่มขึ้นเป็นเกอิชาเต็มตัวได้เมื่ออายุ 18-19 ปี การฝึกฝนศิลปะเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเกอิชา ไม่สำคัญว่าจะประกอบอาชีพนี้มานานเท่าใด แต่ที่สำคัญคือพวกเธอจะฝึกกันทุกวัน

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Huryouoyaj on exblog)
ไมโกะ Mamefuji และเกโกะ Makino กำลังรำในเพลง Gion Kouta (祇園小唄)

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Tamayura on Flickr)
ไมโกะ Kiyono ในตำแหน่งเดียวกับรูปถาพก่อนหน้า
สังเกตมือของเธอ ที่แสดงให้เห็นถึง “การฝึกฝนแบบเก็บรายละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว”

     การร่ายรำของเกอิชาถูกพัฒนามาจากการร่ายรำในการแสดง Noh (能) และ Kabuki (歌舞伎) การร่ายรำที่โผงผางตรงไปตรงมาเหล่านั้นถูกดัดแปลงให้เรียบง่ายและมีรูปแบบเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งนี้มีรูปแบบที่ตายตัว ทุกส่วนของร่างกายถูกออกแบบมาให้รำด้วยท่าทางที่สื่อความหมายในตัวมันเอง แต่ปัจจุบันก็มีเพียงผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่สามารถเข้าใจท่าทางเหล่านั้นได้ ตัวอย่างเช่น การใช้มือเพื่อสื่อความหมายถึงการอ่านจดหมายรัก การคาบปลายด้านหนึ่งของผ้าเช็ดหน้าใช้แสดงถึงมารยาหญิง และการใช้แขนกิโมโนที่ห้อยยาวลงมาเช็ดน้ำตาแทนความโศกเศร้า

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Geishakai - blog)
เกโกะ Toshimana กำลังบรรเลง Shamisen

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Geishakai - blog)
เกโกะ Toshimana กำลังดีด Koto

     การร่ายรำของเกอิชานั้นเกิดขึ้นพร้อมๆ กับดนตรีแบบญี่ปุ่นโบราณ ซึ่งเครื่องดนตรีญี่ปุ่นที่เป็นพื้นฐานที่สุดของพวกเธอคือชามิเซ็ง (三味線 : เครื่องดนตรีประเภทดีด มี 3 สาย) ชามิเซ็งเริ่มเป็นที่รู้จักในสังคมของเกอิชาเมื่อประมาณ ค.ศ.1750 ตอนนั้นมีศิลปินหญิงมากมาย ที่ประสบผลสำเร็จในการฝึกเล่นชามิเซ็ง ซึ่งเครื่องดนตรีชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจาก Okinawa มีลักษณะคล้าย Banjo ที่มี3 สาย บรรเลงโดยการใช้แผ่นไม้ดีดสายคล้ายการเล่นกีตาร์ด้วยปิ๊ก ชามิเซ็งมีเสียงที่คมชัดแต่ก็เต็มไปด้วยความเศร้า นิยมบรรเลงคู่กับขลุ่ยญี่ปุ่น โดยเหล่าเกอิชาต้องฝึกฝนชามิเซ็งให้ชำนาญแม้ว่าจะต้องใช้เวลาหลายปีก็ตาม นอกเหนือจากชามิเซ็งและขลุ่ยญี่ปุ่นแล้ว เกอิชายังต้องฝึกเครื่องดนตรีอื่นๆ อีก เช่น กลองเล็ก Ko-tsuzumi, กลองใหญ่ Taiko, Koto และอาจมีอื่นๆ อีก เกอิชาบางคนไม่ได้ทำได้เพียงร่ายรำและบรรเลงดนตรีเท่านั้น แต่พวกเธอยังจัดดอกไม้ แต่งกลอน แต่งเพลง เขียนอักษร หรือวาดพู่กันได้อีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เกอิชา นาฏนารี #6: เกอิชาสมัยใหม่

     เกอิชาสมัยนี้ยังคงอาศัยอยู่ในสำนักเกอิชาที่เรียกว่า โอกิยะ (Okiya : 置屋) เหมือนเมื่อก่อน โดยเฉพาะในช่วงการเป็นเกอิชาฝึกหัด แต่หลังจากนั้น เมื่อขึ้นเป็นเกอิชาเต็มตัวที่มีประสบการณ์แล้วก็สามารถแยกตัวออกไปอยู่ด้วยตนเองได้ โดยสังคมชั้นสูงจากวัฒนธรรมของเกอิชานั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Karyuukai (花柳界) ที่แปลว่าเมืองดอกไม้

     ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 20 การฝึกฝนเกอิชาจะเริ่มตั้งแต่อายุประมาณ 4 ขวบ แต่สมัยนี้ การศึกษาภาคบังคับทำให้เด็กๆ ต้องเรียนจนถึงอายุ 15 ปี เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นแล้ว หากพวกเธอต้องการที่จะเป็นเกอิชา ก็สามารถติดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อเริ่มการฝึกฝนสู่การเป็นเกอิชาได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว พวกเธอมักตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางสายนี้หลังเรียนจบชั้นมัธยม มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วก็มีไม่น้อย

     เกอิชายังต้องเรียนการบรรเลงเครื่องดนตรีญี่ปุ่นดั้งเดิมด้วย ซึ่งได้แก่ Shamisen, Shakuhachi และกลองต่างๆ รวมถึงยังต้องศึกษาเกมสำหรับงานเลี้ยง บทเพลงญี่ปุ่นโบราณ การเขียนอักษร การร่ายรำ การชงชา วรรณคดี และบทกลอนต่างๆ ด้วย ซึ่งพวกเธอจะสามารถเก่งขึ้นได้ด้วยการศึกษาเรียนรู้จากเกอิชาหรือไมโกะรุ่นพี่ และจากความช่วยเหลือของเจ้าของโอกิยะ (Okaa-san : お母さん)


Shamisen เครื่องดนตรีสามสายของญี่ปุ่น


     เนื่องด้วยวัฒนธรรมที่ซับซ้อน และการเป็นสังคมชั้นสูงของเหล่าเกอิชา ทำให้กิโมโนที่พวกเธอสวมใส่นั้นมีความยาวมาก พร้อมประกอบด้วยลวดลายงดงาม และมีการนำผ้าผืนยาวที่เรียกว่า “โอบิ (Obi : 帯)”มารัดทับกิโมโนบริเวณเอวเพื่อรักษาให้กิโมโนสามารถปกคลุมร่างกายได้

     จังหวัดเกียวโต ถือได้ว่าเป็นแหล่งของเกอิชาที่มีความมั่นคงและยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุด โดยในแถบญี่ปุ่นตะวันตกจะเรียกเกอิชาว่า “เกโกะ (Geiko : 芸子)” แต่ในแถบโตเกียวก็ยังคงเรียกว่าเกอิชา ซึ่งการจะพบเกอิชานอกเขต Hanamachi (花街) หรือ Chayagai (茶屋街 : แปลว่าเขตของโรงน้ำชา) เป็นเรื่องยากมาก เพราะสมัยก่อน ในปีคริสต์ศักราช 1920 มีเกอิชามากถึง 80,000 คนทั่วญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันกลับเหลือเพียงราวๆ 1,000-2,000 คนเท่านั้น

     ปัจจุบัน ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาลงทำให้ความสนใจของคนญี่ปุ่นต่อวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเองนั้นลดน้อยลง ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำหรับแลกกับศิลปะจากเกอิชาที่สูงมากอีกประการ ยิ่งทำให้โลกในส่วนนี้ถูกละทิ้งมากขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็มีส่วนช่วยทำให้โลกของเกอิชาถูกฟื้นฟูขึ้นมาได้มาก อินเทอร์เน็ตช่วยให้เด็กผู้หญิงได้เห็นวัฒนธรรมของเกอิชา และต้องการที่จะเป็นเกอิชากันมากขึ้น

     เกอิชามักถูกจ้างไปงานเลี้ยงบ่อยๆ โดยส่วนมากจะจัดงานกันที่โรงน้ำชา (Ochaya : お茶屋) หรือภัตตาคารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม (Ryoutei : 料亭) สมัยก่อนจะคิดค่าจ้างเกอิชาด้วยการจุดธูป เรียกว่า Senkoudai (線香代 : ค่าธูป) หรือ Gyokudai (玉代 : ค่าอัญมณี) แต่ปัจจุบันจะคิดเป็นรายชั่วโมง และในแถบเกียวโตจะเรียกค่าจ้างเหล่านี้ว่า Ohana (お花) หรือ Hanadai (花代) ที่แปลว่าค่าดอกไม้ โดย Okaa-san จะติดต่อกับศูนย์กลางของเขตเกอิชา (Kenban : 検番) เพื่อให้ผู้ที่รับผิดชอบ ได้จัดการกับตารางงานและตารางเรียนของเหล่าไมโกะและเกโกะทุกคน

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia