แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำรับอาหารญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำรับอาหารญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #21: Ikayaki

     Ikayaki (烏賊焼) เป็นอาหารยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น ที่เมื่อกล่าวถึงแล้วสิ่งที่มักนึกขึ้นได้เป็นอย่างแรกคือปลาหมึกย่างราดซีอิ๊วขาว โดยชิ้นส่วนของปลาหมึกที่เสิร์ฟอาจเป็นแบบทั้งตัว หั่นเป็นวงๆ หรือเสิร์ฟคู่กับหนวด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของปลาหมึกด้วย มักรับประทานกันในบาร์แบบญี่ปุ่น (居酒屋 : Izakaya) และมีหนวดปลาหมึกเสียบไม้ย่างเป็นอาหารขึ้นชื่อตามงานเทศกาลต่างๆ

(ขอขอบคุณรูปภาพ จาก Nagoyajpcuisine)
Ikayaki

ตำรับ Ikayaki
สำหรับ 2-4 ที่

วัตถุดิบ
     1. ปลาหมึกหั่นเป็นแว่นๆ 500 กรัม
     2. ขิงสดขูด 2 ช้อนชา
     3. มิริง 2 ช้อนโต๊ะ
     4. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
     5. ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
     1. ผสมขิงสดขูด ซีอิ๊วขาว และมิริงเข้าด้วยกันในชามใบใหญ่
     2. ใส่ปลาหมึกที่หั่นแล้วตามลงไปในชาม คลุกเคล้าให้ซอสเคลือบปลาหมึกทั่วกัน แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที
     3. นำปลาหมึกไปทอดแทนการย่าง ให้ตั้งกระทะบนไฟร้อนมาก แล้วเติมน้ำมันพืชลงไป
     4. หยิบปลาหมึกที่หมักทิ้งไว้ลงไปทอดในกระทะ และให้เหลือซอสหมักไว้ในชามด้วย
     5. ผัดปลาหมึกเร็วๆ จนกระทั่งเนื้อเปลี่ยนสี (หรือประมาณ 7 นาที) โดยให้ปลาหมึกสุกพอดี เพราะถ้าทอดนานเกินไปจะทำให้เนื้อปลาหมึกเหนียว
     6. เทซอสหมักที่เหลือจากการหมักในชาม (ข้อ 4) ลงไปผสมกับปลาหมึก แล้วผัดอย่างรวดเร็ว เพราะซอสนี้จะไหม้ง่ายมาก
     7. พอปลาหมึกสุกดี ให้ตักลงใสจานพร้อมเสิร์ฟคู่กับผักหรือข้าวสวยร้อนๆ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Geniuskitchen
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #20: Hosomaki

     Hosomaki (細巻 : แปลตรงตัวว่าม้วนบางๆ) เป็นซูชิทรงกระบอกที่ห่อด้วยสาหร่าย Hosomaki แบบต้นฉบับจริงๆ จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางของหน้าตัด 1 นิ้ว มักประกอบไปด้วยไส้เพียงอย่างเดียว อาจเป็นทูน่า แตงกวา น้ำเต้าแห้ง(干瓢 : Kanpyou) แครอท หรืออโวคาโด Kappamaki (河童巻) เป็น Hosomaki ประเภทหนึ่งที่ยัดไส้ด้วยแตงกวา ชื่อนี้ได้มาจากการที่แตงกวานั้นเป็นอาหารโปรดของภูตตนหนึ่งในญี่ปุ่นที่เรียกว่า Kappa (河童) สมัยก่อน Kappamaki ใช้รับประทานเพื่อดับกลิ่นระหว่างทานปลาดิบกับอาหารอื่นๆ ไม่ให้รสชาติปนกัน อีกประเภทหนึ่งของ Hosomaki คือ Tekkamaki (鉄火巻) เมนูนี้เป็นซูชิม้วนยัดไส้ปลาทูน่าดิบ คนญี่ปุ่นเชื่อว่า คำว่า “Tekka” แปลว่าเหล็กร้อนสีแดง อาจหมายความถึงสีของเนื้อทูน่าหรือแซลมอนสดๆ ซึ่งจริงๆ แล้วสมัยก่อนนิยมทาน Tekkamaki กันเป็นของทานเล่นในบ่อนการพนันที่เรียกว่า Tekkaba (鉄火場) เทียบเหมือนการทานแซนด์วิชในสมัยนี้ Negitoromaki () เป็น Hosomaki ที่ยัดไส้ต้นหอมและทูน่าสับ และ Tsunamayomaki (ツナマヨ巻) ที่สอดไส้ทูน่ากระป๋องพร้อมซอสมายองเนส

(ขอขอบคุณรูปภาพ จาก 123rf)
Hosomaki

ตำรับ Hosomaki
ใช้เวลา 1 ชั่วโมง
สำหรับซูชิ 10 ม้วน

วัตถุดิบ
วัตถุดิบสำหรับข้าว
     1. ข้าวญี่ปุ่นหุงสุก 2 ถ้วย (360 มิลลิลิตร)
     2. น้ำส้มสายชูจากข้าว 4 ช้อนโต๊ะ
     3. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
     4. เกลือ 1 ช้อนชา

วัตถุดิบสำหรับไส้
     1. แตงกวาญี่ปุ่น 1 ผล
     2. เนื้อทูน่า 6.8 ออนซ์
     3. ถั่วนัตโตะญี่ปุ่น 1 กล่อง

วัตถุดิบสำหรับน้ำชุบมือกันข้าวติด
     1. น้ำสะอาด ¼ ถ้วยตวง
     2. น้ำส้มสายชูจากข้าว 1 ช้อนโต๊ะ

วัตถุดิบอื่นๆ
     1. สาหร่าย 5 แผ่น
     2. ซีอิ๊วขาว
     3. วาซาบิ

วิธีทำ
     1. เตรียมวัตถุดิบให้พร้อม
     2. หุงข้าวญี่ปุ่นให้สุก เสร็จแล้วเก็บใส่ที่มิดชิด (อาจปิดด้วยผ้าชุดน้ำหมาดๆ หรือแผ่นพลาสติกสำหรับห่ออาหาร) เพื่อป้องกันการแห้งของข้าว
     3. ตัดส่วนท้ายของแตงกวาออกทั้งสองด้าน แล้วแบ่งครึ่งแตงกวาส่วนที่เหลือตามยาว แล้วหั่นครึ่งต่ละชิ้นอีกครั้งตามขวาง นำเมล็ดออกด้วยมีด จากนั้นหั่นแต่ละชิ้นตามยาวอีกครั้ง จะได้แตงกวาทั้งหมด 8 ชิ้นต่อ 1 ผล
     4. หั่นทูน่าเป็นเส้นยาว โดยมีความกว้าง ¼ - ½ นิ้ว
     5. นำถั่วนัตโตะออกจากบรรจุภัณฑ์ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวหรือเครื่องปรุงที่ให้มากับตัวถั่ว คลุกให้เข้ากัน
     6. ผสมน้ำชุบมือกันข้าวติด โดยการเทน้ำสะอาด ¼ ถ้วยตวงและน้ำส้มสายชูจากข้าว 1 ช้อนโต๊ะผสมเข้าด้วยกันในชามใบเล็ก
     7. ตัดสาหร่ายเป็นแผ่น ถ้าสาหร่ายที่หามาได้ไม่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ให้ตัดด้านที่ยาวกว่าเพื่อแบ่งสาหร่ายออกเป็น 2 ชิ้น ซึ่งสาหร่ายจะหายกรอบง่ายมาก ให้นำสาหร่ายออกจากซองเท่าที่ใช้ ส่วนที่เหลือให้เก็บไว้ในที่สุญญากาศเพื่อคงความกรอบ
     8. วางเสื่อม้วนซูชิลงบนโต๊ะที่ต้องการ แนวข้องเส้นไม้ไผ่ควรขนานกับตัวคุณเองเพื่อที่จะม้วนได้สะดวก แล้ววางสาหร่ายให้แนวยาวอยู่ตรงด้านใกล้ตัว โดยให้เว้นจากขอบ 3-4 ชิ้นไม้ของเสื่อ และวางสาหร่ายด้านเงากว่าลงด้านล่าง
     9. ทำให้มือเปียกโดยใช้น้ำชุบมือกันข้าวติดที่เตรียมไว้
     10. ตักข้าวญี่ปุ่น ½ ถ้วยใส่ในมือ อาจใช้ถ้วยตวงขนาด ½ ถ้วยตวงตัก จะได้ขนาดที่พอดีและเป็นขนาดที่เท่าๆ กันทุกม้วน แต่อย่าลืมจุ่มถ้วยให้เปียกด้วยน้ำชุบมือกันข้าวติดก่อน
     11. วางข้าวญี่ปุ่นลงบนสาหร่าย ให้วางบนครึ่งด้านซ้ายของสาหร่ายก่อนแล้วค่อยๆ กระจายมาด้านขวา โดยต้องเว้นที่สาหร่ายด้านไกลตัวไว้สัก 1 นิ้วด้วย
     12. กระจายข้าวให้เสมอกันด้วยนิ้วมือ
     13. วางไส้ (ทูน่า แตงกวา หรือถั่วนัตโตะ) ลงไปตามยาวตรงกลางของข้าว จากนั้นใช้นิ้วกดไส้ลงไปในข้าวเล็กน้อย
     14. ม้วนตัวม้วนซูชิเข้าหากันอย่างรวดเร็วด้วยเสื่อ ให้เล็งขอบของข้าวให้จรดกัน จะเหลือสาหร่ายกว้าง 1 นิ้วที่เว้นไว้ตอนแรก
     15. อย่าเพิ่งขยับหรือนำเสื่อม้วนซูชิออก พยายามทำให้ม้วนซูชิแน่นโดยใช้นิ้วกดจากด้านนอกของเสื่อให้ม้วนซูชินั้นเป็นเหลี่ยมหรือทรงกระบอกตามต้องการ จากนั้นคลายเสื่อม้วนซูชิออกได้ แล้วม้วนสาหร่ายไปจรดขอบที่เว้นไว้โดยไม่ต้องใช้เสื่อ อย่าลืมทำให้ตัวข้าวแน่นอีกครั้ง
     16. เวลาตัดม้วนซูชิเป็นคำๆ ให้นำมีดไปเช็ดกับผ้าขนหนูเปียกก่อน ขั้นแรกให้หั่นครึ่งที่เท่ากันก่อน โดยให้ขยับมีดขึ้นหน้าถอยหลัง ไม่ใช่กดลงไปตรงๆ จากนั้นหั่นเป็นคำๆ ตามความเหมาะสมของความยาวสาหร่าย เสร็จแล้วเสิร์ฟคู่กับซีอิ๊วขาว วาซาบิ หรืออื่นๆ ตามชอบ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Justonecookbook
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #19: Hiyashi Chuuka

     Hiyashi Chuuka (冷やし中華) คำนี้แปลตรงตัวว่า “จีนแช่เย็น” อาหารจานนี้เป็นอาหารแบบญี่ปุ่นที่มีที่มาจากหมี่ของจีน ประกอบไปด้วยเส้นราเมงแช่เย็นและส่วนโรยหน้าหลากหลายรูปแบบ โดยนิยมเสิร์ฟกันเฉพาะฤดูร้อน ซึ่ง Hiyashi Chuuka มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งในภูมิภาคคันไซ คือ Reimen (冷麺 : แปลตรงตัวว่าเส้นแช่เย็น) และเรียกว่า Hiyashi Raamen (冷やしラーメン : แปลตรงตัวว่า “ราเมงแช่เย็น”) ในฮอกไกโด

     ส่วนโรยหน้าของ Hiyashi Chuuka ที่เป็นที่นิยมมากคือไข่หวานย่าง (玉子焼き : Tamagoyaki) หั่นเป็นเส้น แครอท แตงกวา ขิง แฮม และไก่ หรืออาจเป็นหมูหมักบาร์บีคิวก็ได้ และซอสถั่วเหลืองที่ใช้ราดนั้นมักทำมาจากน้ำสะอาด น้ำส้มสายชูจากข้าว ซีอิ๊วขาว น้ำตาล น้ำมันงา และงา

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.sirogohan.com)
Hiyashi Chuuka

ตำรับ Hiyashi Chuuka
สำหรับ 3 ที่
ใช้เวลาเตรียมวัตถุดิบ 20 นาที
           ประกอบอาหาร 10 นาที

วัตถุดิบ
ส่วนผสมน้ำซอส (Tare Sauce)
     1. ซีอิ๊วขาว 6 ช้อนโต๊ะ
     2. น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ
     3. น้ำส้มสายชูจากข้าว 3 ช้อนโต๊ะ
     4. น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ
     5. น้ำสะอาด 2 ช้อนโต๊ะ
     6. งาขาวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
     7. ขิงขูด ¼ ช้อนชา
     8. น้ำมันพริกญี่ปุ่น (Layu) ½-1 ช้อนชา

ส่วนผสมไข่หวานย่าง
     1. ไข่ใบใหญ่ 2 ใบ ตอกใส่ชามรวมกัน
     2. น้ำตาล 2 ช้อนชา
     3. เกลือ ¼ ช้อนชา
     4. น้ำมัน (พืช, คาโนล่า, อื่นๆ)

ส่วนผสมส่วนโรยหน้า
     1. กุ้ง 6 ตัว (+สาเก 1 ช้อนโต๊ะ)
     2. แตงกวาญี่ปุ่น 1 ผล (หรือแตงกวาอังกฤษ (English Cucumber) 1/3 ผล
     3. กะหล่ำปลีฉีก 1 หัว
     4. มะเขือเทศหั่น ½ ผล
     5. แฮมหั่น 2-3 ชิ้น
     6. ปูอัดฉีกเป็นฝอย 4-6 ชิ้น
     7. ต้นอ่อนหัวไชเท้าญี่ปุ่น (Kaiware Daikon)

ตัวเลือกส่วนโรยหน้าอื่นๆ
     1. เนื้อไก่ นึ่งแล้วฉีกเป็นฝอยๆ
     2. ถั่วงอกลวก
     3. สาหร่ายอบแห้ง

ส่วนเส้น
     1. เส้นราเมง 3 ห่อ (ห่อละ 6 ออนซ์โดยประมาณ)

ส่วนผสมส่วนตกแต่ง
     1. งาขาวคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
     2. มัสตาร์ดญี่ปุ่นรสเผ็ด (Karashi) (ใส่หรือไม่ก็ได้)
     3. ขิงแดงดอง (ใส่หรือไม่ก็ได้)


วิธีทำ
     1. เตรียมวัตถุดิบให้พร้อม
     2. ผสมส่วนผสมของน้ำซอสทั้งหมดในชาม ตีให้เข้ากัน แล้วน้ำเข้าตู้เย็นให้เย็น
     3. สำหรับไข่หวานย่าง ให้เจียวไข่บางๆ ในกระทะกันแบน ซึ่งสามารถทำได้โดยการตีไข่ผสมกับน้ำตาลและเกลือ ตั้งกระทะบนเตา ใส่น้ำมัน ทิ้งไว้ให้ร้อน แล้วเทไข่ที่ตีไว้ลงไป จากนั้นทอดให้สุกดีทั้งสองด้าน
     4. รอให้ไข่เย็น เมื่อไข่หวานย่างเย็นแล้วให้นำมาหั่นเป็นเส้นเล็กๆ
     5. สำหรับกุ้ง เทน้ำสะอาดใส่หม้อใบไม่ต้องใหญ่มาก นำหม้อไปตั้งบนเตาจนน้ำเดือด เติมสาเกลงไปพร้อมกับกุ้ง แล้วปิดฝาหม้อ แอลกอฮอล์ในสาเกจะช่วยขจัดกลิ่นคาวและทำให้เนื้อกุ้งนุ่มขึ้น เมื่อกุ้งเปลี่ยนแป็นสีส้ม ให้ปิดไฟ แล้วปล่อยให้กุ้งอบอยู่ในความร้อนของหม้อโดยไม่ต้องเปิดฝา เสร็จแล้วตักกุ้งใส่จาน พักให้เย็น
     6. หั่นส่วนผสมของส่วนโรยหน้าทั้งหมด
     7. สำหรับเส้นราเมง เทน้ำสะอาดใส่หม้อ แล้วตั้งหม้อบนไฟให้เดือด จากนั้นค่อยใส่เส้นลงไป และอย่าลืมที่จะกระจายเส้นก่อนนำลงน้ำเดือดนั้น ต้มเส้นจนนุ่ม นำเส้นไปใส่ตะแกรงกรองน้ำออก การทำเช่นนี้จะทำให้แป้งเคลือบเส้นหลุดออกไป
     8. นำเส้นที่กรองแล้วแช่ในน้ำเย็นผสมน้ำแข็ง กรองน้ำออกอีกครั้ง แล้วจัดเส้นลงจาน
     9. วางส่วนโรยหน้าบนเส้นราเมง และราดน้ำซอสก่อนเสิร์ฟ
     10. อาจวางขิงแดงดองหรือมัสตาร์ดญี่ปุ่นรสเผ็ดลงไป หรือจัดเป็นเครื่องเคียงได้ตามชอบ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Justonecookbook
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #18: Hiroshima Okonomiyaki

     Okonomiyaki (お好み焼き) เปรียบเสมือนเป็นแพนเค้กแบบเผ็ดสไตล์ญี่ปุ่น ประกอบไปด้วยวัตถุดิบหลากหลาย ชื่อ Okonomiyaki มีที่มาจากคำว่า Okonomi ที่แปลว่า "คุณชอบอย่างไร" หรือ "คุณชอบอะไร" และคำว่า Yaki ที่แปลว่า "ย่าง" ซึ่ง Okonomiyaki นั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่นแถบ Kansai หรือ Hiroshima ส่วนที่โรยหน้าและเนื้อแป้งจะมีความแตกต่างกันไปตามพื้นที่การผลิต โดยในโตเกียวจะมี Okonomiyaki รูปแบบเฉพาะที่เป็นกึ่งของเหลว เรียกว่า Mojayaki (もんじゃ焼き)

     ใน Hiroshima การจัดจานของ Okonomiyaki จะมาในลักษณะเป็นชั้นๆ มากกว่าที่จะผสมวัตถุดิบไปโดยตรง โดยทั่วไปแล้วจะประกอบไปด้วยแป้ง กะหล่ำปลี เนื้อหมู และวัตถุดิบเพิ่มเติมอื่นๆอย่างปลาหมึกและชีส มีการใช้เส้นยากิโซบะหรือเส้นอูด้งมาโรยหน้า เสิร์ฟพร้อมกับไข่และซอสเฉพาะของ Okonomiyaki

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.iceorrice.com)
Hiroshima Okonomiyaki

ตำรับ Hiroshima Okonomiyaki
ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที
สำหรับ 2 ที่

วัตถุดิบ
ส่วนผสมหลัก
     1. น้ำสะอาด 150 มิลลิลิตร (2/3 ถ้วยตวง)
     2. มิริง 1 ช้อนชา
     3. แป้งอเนกประสงค์ 100 กรัม
     4. กะหล่ำปลี 240 กรัม (ประมาณ 3 ใบใหญ่)
     5. ต้นหอม 1 ต้น
     6. Katsuobushi (ผงปลา Bonito อบแห้ง) 2 ช้อนโต๊ะ
     7. Tenkasu/Agedama (แป้งทอด) 4 ช้อนโต๊ะ
     8. ถั่วงอก 60 กรัม (1 กำมือ)
     9. สาหร่าย Kombu 2 ช้อนโต๊ะ
     10. เนื้อหมูหั่นบาง 6 ชิ้น
     11. เส้นยากิโซบะ
     12. ไข่ 2 ฟองใหญ่

ส่วนผสมส่วนโรยหน้า
     1. ซอส Okonomiyaki (ดูสูตรซอสทำเองที่เคล็ดลับด้านล่าง)
     2. มายองเนสญี่ปุ่น
     3. Aonori (สาหร่ายสีเขียวอบแห้ง)
     4. ขิงแดงดอง

วิธีทำ
     1. เตรียมวัตถุดิบทั้งหมดให้พร้อม
     2. เทนำ้สะอาดและมิริงลงในชามผสม
     3. เทแป้งตามลงไปแล้วตีให้เข้ากัน จากนั้นนำส่วนนี้เข้าตู้เย็นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง จะทำให้เนื้อแป้งเหนียวนุ่ม
     4. ระหว่างรอ ให้หั่นกะหล่ำปลีและต้นหอมเป็นชิ้นเล็กๆ มีดยิ่งคมจะยิ่งช่วยให้หั่นกะหล่ำปลีเป็นเส้นเล็กได้ง่ายยิ่งขึึ้น
     5. บด Katsuobushi ด้วยครกกับสากจนกลายเป็นผงละเอียด
     6. สูตรนี้ใช้สำหรับทำ Okonomiyaki สำหรับ 2 ที่ จึงต้องแบ่งวัตถุดิบเป็นสองส่วน แล้วค่อยๆ ทำที่ละส่วน จะได้ Okonomiyaki 2 ชิ้น
     7. เมื่อแป้งที่ผสมไว้แช่ในตู้เย็นครบ 1 ชั่วโมงแล้วจึงเริ่มทำชิ้นแรก ให้ตั้งกระทะเคลือบกันอาหารติดบนไฟที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียสจนร้อน ใช้กระบวยตักแป้งที่นำออกจากตู้เย็น ¼ ถ้วยตวงเทลงไปบนกระทะ แล้วใช้ส่วนล่างของกระบวยวนกระจายแป้งออกเป็นวงกลมทันที แนะนำให้ทำให้เป็นวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8-9 นิ้ว
     8. โรยผง Katsuobushi ที่บดไว้ลงไปบนแป้งในกระทะ ตามด้วยกะหล่ำปลีหั่นฝอย
     9. โรย Tenkatsu ต้นหอมหั่น และถั่วงอกตามลงไป
     10. วาวสาหร่าย Kombu และเนื้อหมูหั่นบางลงไป ระวังอย่าให้แผ่นเนื้อหมูซ้อนกัน
     11. เทแป้งที่นำออกจากตู้เย็นลงไปด้านบน แป้งจะทำหน้าที่เหมือนกาวประสานส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ใช้ไม้พายสองอันแซะด้านซ้ายขวาของเครป แล้วกลับด้านวัตถุดิบทั้งหมดอย่างรวดเร็วและระมัดระวัง จากนั้นตั้งให้เครปอยู่บนความร้อนต่อไป แต่อย่าเพิ่งใช้กระบวยกดลงไป จนกระทั่งเนื้อหมูสุก ยกกระทะลงจากเตาแล้วเริ่มตั้งกระทะใบใหม่ให้ร้อน
     12. แยกเส้นยากิโซบะไม่ให้ติดเป็นปึก ใส่ลงไปในกระทะร้อน ผัดจนตัวเส้นเริ่มเงาจากน้ำมันที่ออกมา เติมซอส Okonomiyaki ลงไป 1-2 ช้อนโต๊ะ แล้วผัดต่อจนซอสเคลือบเส้นทั่วถึงกัน
     13. กระจายเส้นให้มีขนาดพอดีกับส่วนเครป จากนั้นยกส่วนเครปลงมาโปะบนเส้น โดยให้ด้านที่เป็นแผ่นเครปสมบูรณ์ (ด้านล่างจากตอนแรกสุด) อยู่ด้านบน
     14. ตั้งกระทะอีกใบ (หรือใบเก่าใบที่ 1) ให้ร้อน ตอกไข่ลงไป พอไข่เริ่มสุกให้ใช้ไม้พายค่อยๆ แซะส่วนของเครปกับเส้นที่โปะติดกันอยู่ลงมาวางทับไข่ ตอนนี้ไข่จะอยู่ด้านล่างสุด มีเส้นอยู่ตรงกลาง และมีเครปอยู่ด้านบนสุด
     15. เมื่อไข่สุกดี ใช้ไม้พายสองอันช่วยกันกลับด้าน Okonomiyaki เป็นครั้งสุดท้าย
     16. ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยซอส Okonomiyaki มายองเนส Aonori หรืออื่นๆ ตามชอบ แนะนำให้รับประทานทันทีเพื่อรสชาติที่ดีที่สุด

เคล็ดลับ
ซอส Okonomiyaki แบบทำเอง : ให้ผสมส่วนผสมทั้งหมดต่อไปนี้เข้าด้วยกัน
     1. ซอสมะเขือเทศ 4 ช้อนโต๊ะ
     2. ซอส Worcestershire หรือซอส Usutah ญี่ปุ่น 3½ ช้อนโต๊ะ
     3. ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
     4. น้ำตาล 1½ ช้อนโต๊ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Justonecookbook
Fumiou, Tai Sakura Okiya

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #17: Hajiki no Nimono

     Hajiki no Nimono (はじきの煮物) เป็นอาหารยอดนิยมที่มักปรากฏในแทบทุกมื้อของชาวญี่ปุ่น อาหารจานนี้มีรสชาติเข้มข้น สามารถเก็บไว้ได้เป็นเวลานาน และพร้อมที่จะถูกหยิบขึ้นมารับประทานเสมอ นิยมใส่ Hajiki ลงไปในกล่องเบนโตะ (Bentou : 弁当) ซึ่ง Hajiki no Nimono จัดว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่สุดในบรรดาอาหารญี่ปุ่นทั่วๆ ไป

     Hajiki คือสาหร่ายชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยสารอาหาร ทั้งใยอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ โดยเฉพาะธาตุเหล็กที่มีมากเป็นพิเศษ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใส่ใจกับการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีแล้ว สาหร่าย Hajiki คือตัวเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์คุณได้เป็นอย่างดี แต่อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ สาหร่าย Hajiki มีสารหนูประกอบอยู่ด้วย แต่สิ่งนี้จะไม่ก่อให้เกิดปัญหา หากคุณไม่รับประทานมันมากเกินไป

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก Japanesecooking101)
Hajiki no Nimono

ตำรับ Hajiki no Nimono

วัตถุดิบ
     1. สาหร่าย Hajiki อบแห้ง 50 กรัม
     2. แครอทขนาดกลาง ½ หัว
     3. Konnyaku (คล้ายวุ้น ทำมาจากมันฝรั่ง Konnyaku) ½ แผ่น
     4. เต้าหู้ทอด 1 ก้อน
     5. น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
     6. ซีอิ๊วขาว 4 ช้อนโต๊ะ
     7. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
     8. สาเก 1 ช้อนโต๊ะ
     9. มิริง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
     1. นำสาหร่าย Hajiki แห้งไปแช่น้ำในถ้วยประมาณ 30 นาที ระหว่างรอ ให้หั่นแครอท, Konnyaku, และเต้าหู้ทอดเป็นเส้นๆ ยาวประมาณ 2 นิ้ว
     2. หยิบสาหร่ายที่แช่ไว้ขึ้นจากน้ำ หรืออาจใช้วิธีกรองเพื่อแยกน้ำออกจากตัวสาหร่ายให้ได้มากที่สุด
     3. ตั้งกระทะ เทน้ำมันใส่ รอให้ร้อนแล้วเทสาหร่าย Hajiki, แครอท, Konnyaku, และเต้าหู้ทอดที่หั่นแล้ว ลงไปผัดรวมกัน 5 นาที จากนั้นเติมเครื่องปรุง (ซีอิ๊วขาว, น้ำตาล, สาเก, มิริง) ปรับไฟกลางแล้วปิดฝาทิ้งไว้ 10 นาที เสร็จแล้วเปิดฝา ทิ้งไว้อีก 5-10 นาทีจนกระทั่งส่วนที่เป็นของเหลวระเหยจนเกือบหมด
     4. ตักลงใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Japanesecooking101
Fumiou, Tai sakura Okiya

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #16: Hayashi Rice

     Hayashi Rice (ハヤシライス) เป็นอาหารสไตล์ตะวันตก (洋食 : Youshoku) ที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น มักจะประกอบไปด้วยเนื้อวัว หัวหอม และเห็ด ราดด้วยซอส Demi-glace (ドミグラスソース) ที่อุดมไปด้วยไวน์แดงและซอสมะเขือเทศ นิยมเสิร์ฟคู่หรือราดบนข้าวหุงสุกร้อนๆ โดยบางครั้งก็อาจมีครีมสดราดด้านบนสุดด้วย

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก housefoods.jp)
Hayashi Rice

ตำรับ Hayashi Rice
สำหรับ 4 ที่

วัตถุดิบ
สำหรับน้ำซุป
     1. น้ำมัน 1 ช้อนชา
     2. เนื้อบด 150 กรัม
     3. หัวหอมใหญ่ ½ ลูก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
     4. แครอท ½ หัว หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
     5. ก้านคึ่นฉ่าย 1 ต้น หั่นให้ละเอียด
     6. กระเทียม 1 กลีบ หั่นให้ละเอียด
     7. ใบกระวาน 1 ใบ
     8. น้ำสะอาด 6 ถ้วย (ประมาณ 1,500 มิลลิลิตร)

สำหรับ Roux (ส่วนผสมของแป้งและไขมัน)
     1. แป้งเอนกประสงค์ 1/3 ถ้วย (45 กรัม)
     2. น้ำมัน 1/3 ถ้วย (80 มิลลิลิตร)

สำหรับเครื่องปรุงรส
     1. ซอส Worcester 3 ช้อนโต๊ะ
     2. ซอสมะเขือเทศ 2 ช้อนชา
     3. ครีมมะเขือเทศ (Tomato paste) 4 ช้อนโต๊ะ
     4. ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ
     5. พอร์ตไวน์ ¼ ถ้วย
     6. เกลือ ¾ ช้อนชา
     7. พริกไทย ¼ ช้อนชา
     8. เนย 1 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมหลัก
     1. เนย 1 ช้อนชา
     2. เนื้อ 300 กรัม หั่นบางเป็นชิ้นพอดีคำ
     3. หัวหอมใหญ่ 1 ลูก หั่นบาง
     4. เห็ด 7-8 ชิ้น หั่นบาง
     5. ข้าวหุงสุก
     6. ถั่วลันเตาสุก 1/3 ถ้วย

วิธีทำ
     1. เริ่มต้นที่น้ำซุป อุ่นน้ำมันให้ร้อนในกระทะ ระหว่างรอให้ผสมเนื้อกับผักที่หั่นแล้วในชามใบใหญ่อีกใบ เสร็จแล้วนำลงผัดในกระทะที่เตรียมไว้เป็นเวลา 2 นาที เติมใบกระวานและน้ำ (ในส่วนของใบกระวานและน้ำนี้จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) เคี่ยวจนสุกแล้วให้ตักเฉพาะซุปใส่ในหม้อใบใหม่ พักไว้
     2. ทำ Roux ในกระทะ ให้เทน้ำมันและแป้งลงไป ให้ความร้อนระดับปานกลางอย่างต่อเนื่องจนส่วนผสมเป็นสีน้ำตาล อาจใช้เวลาประมาณ 10 นาที แล้วพักไว้
     3. เติมวัตถุดิบในส่วนสำหรับเครื่องปรุงรสและ Roux จากข้อ 2 ลงไปผสมกับซุปที่เสร็จแล้วในข้อ 1 จากนั้นเคี่ยวด้วยความร้อนปานกลางจนซอสในหม้อเริ่มข้น
     4. เทเนยลงไปในกระทะใบใหญ่อีกใบ วางเนื้อหั่นบางลงไปทอด 1 นาที จากนั้นใส่หัวหอมและเห็ดตามลงไป ผัดต่อจนผักนุ่ม เทส่วนผสมทั้งหมดที่ได้ในข้อนี้ลงไปผสมกับซอสจากข้อ 3 แล้วเคี่ยวซอสที่อยู่ในหม้อต่ออีก 2-3 นาที
     5. ตักแกงที่ได้ราดบนข้างหุงสุก อาจเพิ่มสีสันด้วยการโรยหน้าด้วยเม็ดถั่วลันเตา

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Japanesecooking101

วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #15: Gyouza

     Gyouza (ギョーザ, ギョウザ) คำนี้ในภาษาญี่ปุ่นมาจากคำว่า "餃子" ในภาษาจีนแมนดารินเหนือ ซึ่งก็เขียนด้วยตัวอักษรตัวเดียวกันในภาษาจีนแมนดารินหรือภาษาจีนกลางนั่นเอง อักษรเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคำนี้มีต้นกำเนิดมาจากต่างประเทศที่ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่น เล่ากันว่าหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารญี่ปุ่นก็กลับมายังญี่ปุ่นบ้านเกิด พร้อมนำความรู้ในวิธีทำ Gyouza กลับมาด้วย เมนูนี้มีลักษณะเป็นเกี๊ยว ที่ต่อมาก็เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากพอๆ กับ Ramen เลยทีเดียว

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก news.cookpad.com)
Gyouza

ตำรับ Gyouza
สำหรับ 52 ชิ้น

วัตถุดิบ
     1. แผ่นแป้งสำหรับห่อเกี๊ยว 52 แผ่น
     2. น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
     3. น้ำสะอาด ¼ ถ้วย
     4. น้ำมันงา 1 ช้อนชา

สำหรับไส้
     1. หมูบด 340 กรัม
     2. กะหล่ำปลี 2-3 ใบ (ประมาณ 140 กรัม)
     3. ต้นหอม 2 ต้น (ประมาณ 15 กรัม)
     4. เห็ดหอม 2 ต้น
     5. กระเทียม 1 กลีบ สับละเอียด
     6. ขิงสดหนา 1 นิ้ว นำมาขูดเป็นฝอย

สำหรับเครื่องปรุงรส
     1. สาเก 1 ช้อนชา
     2. น้ำมันงา 1 ช้อนชา
     3. ซีอิ๊ว 1 ช้อนชา
     4. เกลือ ¼ ช้อนชา
     5. พริกไทยดำ

สำหรับซอส
     1. น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ
     2. ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ
     3. น้ำมันพริก  ช้อนชา

วิธีทำ
วิธีทำไส้เกี๊ยว
     1. ถ้าใบกะหล่ำปลียังแข็งเกินไป ให้นำไปอุ่นในไมโครเวฟ 1-2 นาทีก่อน
     2. หั่นแยกส่วนแกนแข็งๆ ตรงกลางใบกะหล่ำปลีออก แล้วสับใบที่เหลือเป็นชิ้นเล็กๆ
     3. หั่นต้นหอมและเห็ดหอมเป็นชิ้นเล็กๆ
     4. เทหมูบด กะหล่ำปลี ต้นหอม และเห็ดหอมที่หั่นแล้วลงในชาม
     5. ใส่กระเทียมสับและขิงขูดตามลงไป
     6. เติมเครื่องปรุงรส (สาเก น้ำมันงา ซีอิ๊ว เกลือ และพริกไทยดำ สัดส่วนตามรายการส่วนผสมด้านบน)
     7. ผสมส่วนผสมทั้งหมดในชามเข้าด้วยกัน จากนั้นในมือนวดคลุกเคล้าจนเหนียว จะได้ไส้สำหรับเกี๊ยว
     8. วางแผ่นแป้งสำหรับห่อเกี๊ยวลงบนฝ่ามือข้างหนึ่งที่ไม่เปียก ใช้มืออีกข้างหยิบช้อนโต๊ะตักไส้ลงตรงกลางแผ่นแป้ง แล้วใช้นิ้วของมือข้างเดียวกันจุ่มน้ำ จากนั้นนำไปแตะรอบๆ แผ่นเกี๊ยวให้เปียก

วิธีห่อเกี๊ยว
     1. พับครึ่งแผ่นแป้งที่ตักไส้ใส่ลงไปแล้ว จิกขอบตรงกึ่งกลาง จากนั้นใช้นิ้วโป้งและนิ้วกลางจับแผ่นแป้งให้เป็นจีบทุกๆ ประมาณ ¼ นิ้ว จับจีบไปทางขวาเรื่อยๆ จนสุดแผ่นเกี๊ยว โดยต้องบียให้แน่นๆ ทุกจีบ
     2. จับจีบไปทางซ้ายในลักษณะเดียวกับวิธีห่อเกี๊ยวข้อ 1

วิธีทอดเกี๊ยว
     1. อุ่นน้ำมันในกระทะเคลือบป้องกันอาหารติดด้วยความร้อนสูงปานกลาง เมื่อน้ำมันร้อนแล้ววางเกี๊ยวซ่าลงไป ให้ด้านหนึ่งเรียบติดกับกระทะ
     2. ทอดประมาณ 3 นาที ให้เกี๊ยวด้านล่างเหลือง
     3. เทน้ำสะอาด ¼ ถ้วย ลงไปในกระทะ จากนั้นให้ปิดฝากระทะทันที แล้วทิ้งไว้ 3 นาที หรือจนกระทั่งน้ำระเหยเกือบหมด
     4. เปิดฝาออก เติมน้ำมันงา 1 ช้อนชาลงไปรอบๆ ขอบกระทะ
     5. ทอดต่อโดยไม่ต้องกลับเกี๊ยวจนด้านบนเหลือง และด้านล่างที่ติดกระทะเริ่มกรอบ
     6. ตักใส่จาน เสิร์ฟพร้อมซอส โดยวิธีทำซอสคือ ให้ผสมส่วนผสมทั้งหมดในส่วนวัตถุดิบสำหรับซอสเข้าด้วยกันแล้วเทใส่ถ้วยใบเล็กๆ

เคล็ดลับ
     1. ห่อเกี๊ยวแล้วให้ทอดหรือนำเข้าช่องแช่แข็งทันที ไม่เช่นนั้นไส้จะทำให้แผ่นเกี๊ยวเปียกเสียทรง ทอดออกมาไม่สวย
     2. หากห่อเกี๊ยวแล้วแต่ต้องการเก็บไว้ทอดในภายหลัง ให้วางเกี๊ยวลงบนภาชนะเรียบพอห่างๆ กันเพื่อป้องกันการติด แล้วน้ำเข้าช่องแช่แข็ง จากนั้นนำใส่ถุงให้มิดชิด สามารถแช่ทิ้งไว้ในช่องแช่แข็งได้นานสูงสุด 1 เดือน เมื่อต้องการนำออกมาทอด ไม่ต้องทำให้หายแข็งก่อน สามารถนำออกมาแล้วทอดได้เลย แต่ต้องเพิ่มเวลาทอดไปอีก 1-2 นาทีด้วย

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Justonecookbook

วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #14: Gouyaa Chanpuruu

     Gouyaa Chanpuruu (ゴーヤーチャンプルー) เป็น Chanpuruu ชนิดหนึ่งที่เป็นที่โด่งดังมากจนกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อของ Okinawa ทำขึ้นโดยวิธีผัดมะระ เต้าหู้ ไข่ และหมูสไลซ์เข้าด้วยกัน

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.touhoku-syouyu.co.jp)
Gouyaa Chanpuruu

ตำรับ Gouyaa Chanpuruu

สำหรับ 3-4 ที่

วัตถุดิบ
     1. มะระ 1 ผล
     2. เกลือ 2 ช้อนชา
     3. เต้าหู้ 1 ก้อน
     4. หมูสไลซ์ 100-200 กรัม
     5. ไข่ 2-3 ฟอง
     6. น้ำมันงา 1 ช้อนชา
     7. ผงสต็อกดะชิ 1 ช้อนชา
     8. สาเก 2 ช้อนชา
     9. ซีอิ๊ว 1 ช้อนชา
     10. ปลาฝอย Bonito
     11. มายองเนส

วิธีทำ
     1. หั่นมะระครึ่งผลตามยาว ใช้ช้อนขูดเมล็ดและแกน(ส่วนสีขาวรอบๆเมล็ด)ข้างในออกให้หมด แล้วหั่นเป็นชิ้นบาง จากนั้นโรยด้วยเกลือ 1 ช้อนชาให้ทั่ว พักทิ้งไว้ 5 นาที
     2. ล้างเต้าหู้ให้สะอาดแล้วซับน้ำออกด้วยกระดาษเช็ดมือออกให้หมด จากนั้นห่อเต้าหู้ด้วยกระดาษเช็ดมืออีกครั้ง หาอะไรที่มีน้ำหนัก เช่น เขียงบางๆ มาทับเต้าหู้ไว้ เพื่อบีบให้น้ำออกหมด เสร็จแล้วแกะกระดาษออก นำเต้าหู้เข้าไมโครเวฟ 3-4 นาที ระหว่างรอ ให้หั่นหมูเป็นเส้นๆ เตรียมไว้
     3. ตั้งกระทะ เทน้ำมันงาลงไปให้ร้อน จากนั้นฉีกเต้าหู้ที่เตรียมไว้ด้วยมือ แล้วผัดในกระทะ เมื่อเต้าหู้เริ่มเหลืองจนเกือบน้ำตาล ให้ตักลงจากกระทะ ใส่จานพักไว้
     4. ล้างมะระที่หมักไว้ด้วยน้ำสะอาด แล้วนำลงผัดพร้อมหมูที่หั่นแล้ว ผัดจนสุกทั่วกัน จากนั้นใส่เต้าหู้จากข้อ 3 ผงสต็อกดะชิ สาเก และซีอิ๊วตามลงไป ผัดให้เข้ากัน
     5. ตอกไข่ใส่ชามอีกใบ หากต้องการรสเค็มก็สามารถเติมเกลือเพิ่มลงได้ตามชอบ เสร็จแล้วเทไข่ใส่กระทะลงไปผสมกับส่วนผสมจากข้อ 4 จากนั้นให้ชิมรสดูว่าต้องเติมอะไรเพิ่มแล้วแต่ความชอบ
     6. ตักใส่จาน เสิร์ฟคู่กับมายองเนส และปลาฝอย Bonito

เคล็ดลับ
     - มะระมีรสชาติขมนิดๆ หากคุณไม่ชอบรสขม ให้แช่มะระในน้ำร้อน 30 วินาที ก่อนจะลงผัด สิ่งนี้จะช่วยลดความขมลงได้ หรือจะเติมน้ำมันหอยเพื่อกลบรสชาติขมก็ได้เช่นกัน


Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Japancentre

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #13: Ganmodoki

     Ganmodoki (がんもどき) คือเต้าหู้ผสมผักชุบแป้งทอด เช่น แครอท หรือรากบัว และบางครั้งก็อาจใส่ไข่ลงไปด้วย คำว่า Ganmodoki มาจากคำ 2 คำ がん (Gan : ห่าน) และ もどき (Modoki : ปลอม) Ganmodoki จึงแปลได้ตรงตัวว่า "เนื้อห่านปลอม" นั่นก็เพราะว่าเมนูนี้มีรสคล้ายเนื้อห่าน ทั้งที่จริงแล้วคือเต้าหู้ โดยชาวญี่ปุ่นก็ยังเรียกอาหารจานนี้สั้นๆ ว่า Ganmo อีกด้วย

(ขอขอบคุณรูปภาพจาก glutenfree-komekofood - blog)
Ganmodoki 

ตำรับ Ganmodoki
สำหรับ 2 ที่

วัตถุดิบ

     1. เต้าหู้แบบแข็ง 1 ก้อน
     2. สาหร่าย Hijiki แห้ง 5 กรัม
     3. ถั่ว Edamame 20 กรัม
     4. ต้นหอม 2 ต้น
     5. แครอท ¼ หัว
     6. เกล็ดขนมปังกรอบ 20 กรัม
     7. ไข่ฟองใหญ่ 1 ฟอง
     8. Miso ขาว 1 ช้อนโต๊ะ
     9. ผงสต็อกจากสาหร่าย Kombu 1 ช้อนชา
     10. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

สำหรับซอส Daikon
     1. ขิง 20 กรัม
     2. หัวไชเท้า 120 กรัม
     3. ซีอิ๊ว 20 มิลลิลิตร

วิธีทำ
     1. ล้างเต้าหู้ แล้วห่อเต้าหู้ด้วยกระดาษเช็ดมือเพื่อซับน้ำส่วนเกินออก
     2. แกะกระดาษออก แล้วหั่นเต้าหู้ออกเป็นชิ้นเล็กๆ ห่อด้วยกระดาษเช็ดมืออีกครั้ง จากนั้นค่อยๆ บีบเต้าหู้เพื่อกำจัดน้ำส่วนเกินออกให้ได้มากที่สุด
     3. แช่สาหร่าย Hijiki ในน้ำสะอาด 500 มิลลิลิตร เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นเทน้ำออกแล้วพักไว้
     4. หั่นแครอทและต้นหอมเป็นชิ้นเล็กๆ พร้อมปอกและขูดขิงเตรียมไว้
     5. บดเต้าหู้ในชามด้วยมือ แล้วเท Miso ขาว, ผงสต็อก, ไข่, ต้นหอมหั่น และขิงขูด 1 ช้อนชา (ขิงส่วนที่เหลือให้เก็บไว้ก่อน) ลงไปผสม เมื่อเข้ากันดีแล้ว ให้ใส่สาหร่าย Hijiki, แครอท และถั่ว Edamame ลงตามไป จากนั้นค่อยๆ คนให้เข้ากัน
     6. ทำให้มือเปียกน้ำ แล้วค่อยๆ ปั้นส่วนผสมจากข้อ 5 เป็นแผ่นหนาประมาณ 2 เซนติเมตร
     7. ตั้งกระทะแบน เปิดไฟกลาง เทน้ำมันพืชลงไป จากนั้นค่อยทยอยนำส่วนผสมที่ปั้นแล้วลงทอดให้เหลือง ใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที แล้วใช้ตะหลิวกลับด้าน ทอดอีกด้านต่ออีก 2-3 นาที อาจปิดฝากระทะเพื่อให้สุกเร็วขึ้นก็ได้ เสร็จแล้วตักลงใส่จาน
     8. ปอกและขูดหัวไชเท้า บีบน้ำออกจากตัวหัวไชเท้าเล็กน้อย จากนั้นวางใส่ในถ้วยน้ำจิ้มคู่กับขิงที่เหลือจากข้อ 5 แล้วเติมซีอิ๊วลงไปผสม จะได้เป็นซอส Daikon
     9. เสิร์ฟ Ganmodoki คู่กับซอส Daikon (ซอสหัวไชเท้า) ได้เลย

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Japancentre

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #12: Futomaki

     Futomaki (太巻 : แปลตรงตัวว่าม้วนใหญ่หรือหนา) เป็นซูชิชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นม้วนทรงกระบอก ห่อด้วยสาหร่าย Futomaki มักมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางคำละประมาณ 5-6 เซนติเมตร โดยมีไส้ข้างในสองชนิด สามชนิด หรือมากกว่านั้นก็ได้ แต่เดิมในช่วงบ่ายของวันเทศกาล Setsubun (節分 : เทศกาลที่จัดขึ้นก่อนวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิในญี่ปุ่น) ชาวญี่ปุ่นในภุมิภาคคันไซ จะมีประเพณีการรับประทาน Futomaki ทั้งชิ้นแบบไม่หั่น เรียกประเพณีนี้ว่า Ehou-maki (恵方巻) ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว Futomaki นั้นเป็นอาหารมังสวิรัติ สอดไส้ด้วยแตงกวา น้ำเต้าแห้ง(かんぴょう : Kanpyou) หน่อไม้ หรือรากบัว และอาจสอดไส้ไข่หวานย่าง หรือเนื้อปลาด้วย

Futomaki

ตำรับ Futomaki
สำหรับ 2 ที่

วัตถุดิบ
     1. Kanpyou (น้ำเต้าแห้ง)
     2. เกลือ
     3. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
     4. ซีอิ๊ว 2 ช้อนโต๊ะ
     5. แตงกวา
     6. ไข่หวานย่าง
     7. กุ้งต้ม
     8. สาหร่าย
     9. ข้าวญี่ปุ่นสำหรับทำซูชิ
     10. ซีอิ๊ว

วิธีทำ
     1. ทำความสะอาดน้ำเต้าแห้ง ขัดเบาๆ ด้วยเกลือ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกรอบ จากนั้นนำไปต้มในน้ำเป็นเวลา 5 นาที เสร็จแล้วให้เทน้ำทิ้ง เหลือแต่น้ำเต้า แล้วเทน้ำใหม่ใส่ลงไปให้พอท่วม ต้มกับน้ำตาลและซีอิ๊ว(ในข้อ 4) เคี่ยวจนน้ำระเหยเกือบหมด จากนั้นพักไว้
     2. หั่นแตงกวาและไข่หวานย่างเป็นเส้นๆ หนาครึ่งนิ้ว ยาวประมาณ 8 นิ้ว (วัตถุดิบไม่ต้องยาวเป็นเส้นเดียวตลอด แต่นำมาต่อกันหลายๆ ชิ้นให้ยาวแทนก็ได้)
     3. วางแผ่นไม่สำหรับม้วนซูชิลงบนพื้นเรียบ (วางในแนวนอน ให้สามารถม้วนซูชิออกจากตัวได้) วางสาหร่ายให้ขอบชิดกับแผ่นไม้ด้านใกล้ตัว แล้วเกลี่ยข้าวลงบนสาหร่ายให้เกือบทั่ว โดยต้องเว้นระยะห่างส่วนไกลตัว ให้เหลือที่ว่างประมาณ 1 นิ้ว จากนั้นวางไข่หวานย่าง แตงกวา กุ้งต้มสุก และน้ำเต้าแห้งที่ต้มแล้วลงไป แล้วม้วน Futomaki ออกจากตัว ค่อยๆ ทำให้แน่น เสร็จแล้วนำออกจากแผ่นไม้
     4. หั่นม้วน Futomaki ที่ได้เป็นชิ้นกว้างประมาณครึ่งนิ้ว เสิร์ฟคู่กับซีอิ๊ว(ในข้อ 10) ขิงดอง หรืออื่นๆ ตามใจชอบ

     หมายเหตุ: ปริมาณวัตถุดิบต่างๆ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล สามารถปรับสูตรให้เยอะหรือน้อยลงได้ตามอิสระ

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Japanesecooking101

วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #11: Edamame

     Edamame (枝豆) ทั้งฝักสามารถนำไปประกอบอาหารโดยการต้ม อบ หรือเข้าไมโครเวฟ ส่วนของก้านมักถูกตัดออกก่อน จากนั้นนิยมนำไปคลุกกับเกลือหรือกระเทียมเพื่อเพิ่มรสชาติ หรือนำไปทำให้สุกก่อนค่อยโรยทีหลังก็ได้ เมนูนี้เป็นที่นิยมมากในร้านอาหารสไตล์นั่งดื่ม (居酒屋 : Izakaya) เสิร์ฟพร้อมกับวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล

Edamame

ตำรับ Edamame
สำหรับ 2 ที่

วัตถุดิบ
     1. ฝักถั่ว Edamame 150 กรัม
     2. เกลือ

วิธีทำ
     1. ดึงก้านออกจากฝักถั่วให้หมด จากนั้นนำถั่วใส่กระชอน เทเกลือประมาณ 2 ช้อนโต๊ะพูนลงไปผสมกับถั่ว แล้วใช้มือคลุกให้เกลือขัดขนออกจากฝักถั่วด้านนอก 
     2. ล้างถั่วในกระชอนด้วยน้ำสะอาดที่ไหลอยู่ตลอดเวลาจนเกลือออกหมด เทเกลือ 1 ช้อนชาลงไปผสมกับถั่วอีก แล้วเขย่าคลุกให้เข้ากัน
     3. เทฝักถั่วทั้งหมดลงในกระทะ เกลี่ยอย่าให้ฝักถั่วซ้อนกัน จากนั้นปิดฝากระทะแล้วเปิดไฟความร้อนต่ำ ทิ้งไว้ 3 นาที
     4. เมื่อเริ่มมีไอน้ำระเหยออกมาให้เปิดฝากระทะ พรมน้ำสะอาดลงไปเล็กน้อย กลับถั่วทั้งหมด จากนั้นปิดฝาทิ้งไว้อีก 3 นาที ทำข้อ 4 นี้ซ้ำ 3-4 ครั้งจนถั่วอ่อน การทำเช่นนี้จะช่วยรักษาคุณค่าทางโภชนาการและกลิ่นหอมของถั่วให้คงอยู่
     5. เสร็จแล้วตักใส่จานเป็นอันเสร็จ

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
และ Cooking with Dog on Youtube

วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #10: Ebi Furai

     Ebi Furai (海老フライ) เป็นเมนูกุ้งทอดในน้ำมันที่ขึ้นชื่อของเมือง Nagoya ซึ่งนิยมนำไปใส่เป็นอาหารหลักในข้าวกล่องแบบญี่ปุ่น หรือ Bento (弁当) นั่นเอง โดยแต่เดิมแล้วจะใช้กุ้ง Kuruma แต่เนื่องจากการเพาะเลี้ยงที่น้อยลง จึงมีร้านอาหารจำนวนไม่น้อย เปลี่ยนมาใช้กุ้งกุลาดำและกุ้งมังกรญี่ปุ่นแทน

Ebi Furai

ตำรับ Ebi Furai
สำหรับ 2 ที่

วัตถุดิบ
วัตถุดิบหลัก
     1. กุ้งกุลาดำแช่แข็ง 6 ตัว
     2. เกลือหนึ่งหยิบมือ
     3. แป้งมันสำปะหลัง 1 ช้อนโต๊ะ

วัตถุดิบสำหรับชุบกุ้ง
     1. ไข่ 1 ฟอง
     2. น้ำสะอาด  ช้อนโต๊ะ
     3. แป้งมันสำปะหลัง 2 ช้อนโต๊ะ
     4. เกล็ดขนมปัง 80 กรัม

สำหรับซอส Tartar
     1. ไข่ต้ม 1 ฟอง
     2. หัวหอมใหญ่หั่นฝอย 2 ช้อนโต๊ะ
     3. พาสลีย์หั่นฝอย 2 ช้อนโต๊ะ
     4. แตงกวาดอง 1 ผลเล็ก
     5. มายองเนส 2 ช้อนโต๊ะ
     6. เกลือ  ช้อนชา
     7. น้ำมะนาว 2 ช้อนชา

เครื่องเคียง
     1. กะหล่ำปลี
     2. มะนาวซีก
     3. พาสลีย์
     4. มะเขือเทศผลเล็ก

วิธีทำ
ส่วนที่ 1 ซอส Tartar
     1. หั่นไข่ต้มหนึ่งด้วยเครื่องหั่นไข่ 3 ครั้ง (แนวกว้าง ยาว สูงของไข่ ให้ละเอียดเป็นลูกเต๋า) แล้ววางไข่ที่หั่นแล้วลงในชาม
     2. นำหัวหอมหั่นฝอยใส่ลงในชามอีกใบ ผสมด้วยเกลือ ⅙ ช้อนชา แล้วเทน้ำเย็นใส่ในชามเพื่อล้างหัวหอม จากนั้นนำไปกรองน้ำออก ให้เหลือแต่หัวหอมหั่น
     3. เทหัวหอมที่ล้างแล้ว พาสลีย์หั่นฝอย แตงกวาดองสับ มายองเนส เกลือ และน้ำมะนาวใส่รวมกับไข่ต้ม แล้วคนให้เข้ากัน

ส่วนที่ 2 เครื่องเคียง
     4. หั่นกะหล่ำปลีเป็นเส้นเล็ก นำไปแช่ในน้ำเย็น แล้วแช่ไว้ 2-3 นาที เสร็จแล้วนำกะห่ำปลีขึ้นแล้วทิ้งให้สะเด็ดน้ำ
     5. จัดจานด้วยการวางกะหล่ำปลีฝอย พาสลีย์ มะเขือเทศลูกเล็ก และชิ้นมะนาวลงไป
     6. ตักซอส Tartar ลงในถ้วยน้ำจิ้ม แล้ววางลงไปในจานที่จัดตกแต่งไว้แล้ว

ส่วนที่ 3 ชุบกุ้ง
     7. แกะเปลือกกุ้งออก ใช้ไม้จิ้มฟันแทงลงตรงหลังกุ้ง แล้วงัดเส้นเลือดที่คล้ายกระดูกสันหลังออกมา
     8. วางกุ้งที่แกะแล้วลงในชามใบใหญ่ เทเกลือ แป้งมันสำปะหลัง และน้ำสะอาดลงไปผสมกับกุ้ง คลุกให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำใส่แล้วเทน้ำออกให้เหลือแต่กุ้ง วิธีนี้จะช่วยลดกลิ่นคาวของกุ้งได้
     9. วางกุ้งลงบนกระดาษเช็ดมือ ซับน้ำออกให้หมด แล้วเทกุ้งใส่ในชามตามเดิม
     10. ตัดหางกุ้งเล็กน้อย (ไม่ต้องตัดทั้งหมด) หั่นเฉียงเบาๆ ลงบนท้องกุ้งแบบไม่ต้องขาด จากนั้นให้จับกุ้งขึ้นมา กดลงลงตรงหลังกุ้งเพื่อหักส่วนที่แข็ง การทำเช่นนี้จะทำให้กุ้งไม่งอตัวเมื่อได้รับความร้อน
     11. วางกุ้งลงเรียงกันในชาม โรยด้วยเกลือเล็กน้อยให้ทั่ว 
     12. ในชามอีกใบ ตีไข่ผสมน้ำเล็กน้อยให้เข้ากัน จะได้ไข่สำหรับเคลือบกุ้งเวลาทอด
     13. นำกุ้งชุบลงในแป้งในส่วนวัตถุดิบสำหรับชุบกุ้ง ตามด้วยชุบไข่ เกล็ดขนมปัง ไข่ และเกล็ดขนมปังอีกครั้ง

ส่วนที่ 4 ทอดกุ้ง
     14. เทน้ำมันลงในกระทะทรงสูง กะให้ท่วมกุ้งเวลาทอด รอให้น้ำมันร้อนประมาณ 175 องศาเซลเซียส
     15. จับหางกุ้ง แล้วนำลงทอด (หากมีแป้งหรือเกล็ดขนมปังติดหางกุ้ง ให้นำออก) พลิกกุ้งและคอยดูให้สุกเหลืองทั่วกัน
     16. นำกุ้งที่สุกแล้วลงจากกระทะ วางบนกระดาษเช็ดมือเพื่อซับน้ำมันส่วนเกินออก จากนั้นวางกุ้งลงในจานที่จัดไว้เป็นอันเสร็จ

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia
และ Cooking with Dog on Youtube

วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #9: Dango

     Dango (団子) เป็นขนมหวานของญี่ปุ่นที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าที่เรียกว่า Mochiko (もち粉) เมนูนี้อยู่ในกลุ่มเดียวกับโมจิ ซึ่งนิยมเสิร์ฟคู่กับชาเขียว แม้ว่า Dango จะเสิร์ฟได้ตลอดทั้งปี แต่รายละเอียดที่มากกว่านั้นคือ Dango มีหลายประเภทมาก และแต่ละประเภทนั้นนิยมทานกันในฤดูกาลของมันเท่านั้น

Hanami Dango ขนมสำหรับช่วงฤดูกาลชมดอกซากุระ

ตำรับ Dango
สำหรับ 6 ไม้

วัตถุดิบ
     1. แป้งข้าวเจ้า 160 กรัม
     2. แป้งข้าวเหนียว 40 กรัม
     3. น้ำตาล 60 กรัม
     4. น้ำร้อน 200 มิลลิลิตร
     5. ผงชาเขียวมัทฉะ 1 ช้อนชา
     6. สีผสมอาหารสีแดง

วิธีทำ
     1. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว และน้ำตาลเข้าด้วยกัน โดยค่อยๆเติมน้ำร้อนลงไปทีละน้อย ผสมจนเหนียวและเข้ากันดี
     2. ปิดฝาถ้วยแป้งที่ผสมแล้วนำเข้าไมโครเวฟ 3 นาที เสร็จแล้วรอให้แป้งอุ่น จากนั้นใช้มือที่เปียกน้ำนวดแป้งให้เหนียวนุ่ม
     3. แบ่งแป้งที่นวดแล้วออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกใส่ผงชาเขียวเพื่อให้สีเขียว (ถ้าผงชาเขียวแข็งเกินไป ให้เติมน้ำแล้วคนให้ละลายดี ก่อนนำไปผสมกับแป้ง) ส่วนที่สองใส่สีผสมอาหารสีแดงเพื่อให้สีแดง ส่วนที่สามไม่ต้องใส่อะไรเพื่อให้คงไว้ซึ่งสีขาว
     4. นำมือจุ่มน้ำ ปั้นแป้งให้ได้สีละ 6 ก้อน เสียบไม้ละ 3 ก้อน (3 สี) แล้วเสิร์ฟเป็นของหวานได้เลย

เคล็ดลับ
     1. แป้งที่ทำให้สุกด้วยไมโครเวฟ หากนำออกมาแล้วมีลักษณะร่วน ให้เติมน้ำร้อนเล็กน้อย ค่อยๆ คนจนเนื้อแป้งเริ่มเข้ากันและกลับมานุ่มอีกครั้ง
     2. สามารถปรับเปลี่ยนกลิ่น สี หรือรส ของแป้งได้ตามต้องการ

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Japancentre

วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #8: Chirashizushi

     Chirashizushi (ちらし寿司) ทำมาจากผักปรุงรสและเห็ดผสมกับข้าวซูชิ โรยหน้าด้วยถั่วลันเตา พริกหมัก และ Benishoga (ขิงแดง) เมื่อกล่าวถึง Chirashizushi หลายคนอาจนึกถึงอาหารจานใหญ่ ที่มีข้าวซูชิ และซาชิมิหั่นบางวางอยู่ด้านบน จึงทำให้เมนูนี้เป็นที่นิยมมากในภัตตาคารญี่ปุ่น

Chirashizushi

ตำรับ Chirashizushi
สำหรับ 4 ที่

วัตถุดิบ
สำหรับข้าว
     1. เห็ดหอม 20 กรัม (ประมาณ 3 ดอกใหญ่)
     2. เต้าหู้แช่แข็ง 2 ก้อน
     3. รากบัว 100 กรัม
     4. น้ำมันพืช 2 ช้อนชา
     5. แครอท 75 กรัม (หั่นบาง)
     6. เส้น Shirataki 150 กรัม (หั่นหยาบๆ)
     7. น้ำสต๊อกผัก 1 ถ้วย
     8. สาเก ½ ถ้วย
     9. น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
     10. ซีอิ๊ว ½ ช้อนโต๊ะ
     11. เกลือ ½ ช้อนชา
     12. ข้าวญี่ปุ่นสุก 1 หม้อ
     13. งาปิ้ง 1½ ช้อนโต๊ะ
     14. น้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ (สำหรับแช่รากบัว)

สำหรับส่วนโรยหน้า
     1. ถั่วลันเตา 100 กรัม
     2. พริกหวานสีแดง 200 กรัม
     3. พริกหวานสีเหลือง 200 กรัม
     4. น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
     5. เกลือ ¼ ช้อนชา
     6. Benishoga (ขิงแดง)

วิธีทำ
     1. วางเห็ดหอมลงในชาม เติมน้ำร้อน ½ ถ้วย  แช่ไว้ 30 นาที แล้วเทน้ำออก จากนั้นให้หั่นก้านเห็ดออก แล้วหั่นส่วนที่เหลือเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม
     2. แช่เต้าหู้แช่แข็งในน้ำที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 30 นาที แล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ
     3. ปิ้งพริกหวาน จากนั้นให้ปอกเปลือก หั่นเป็นเส้นๆ ยาว 2 นิ้ว แล้วปรุงรสด้วย น้ำตาล 1 ช้อนชา และเกลือ ¼ ช้อนชา คลุกให้เข้ากันดี
     4. ตั้งน้ำสะอาดบนเตา เตรียมน้ำเย็นใส่ชามไว้ใกล้ๆ  แล้วเตรียมถั่วลันเตาด้วยการนำเมล็ดออก จากนั้นเมื่อน้ำเดือด ให้ใส่ถั่วลันเตาลงไป ต้มต่อ 30 นาที เรียบร้อยแล้วจึงนำลงจากเตา นำไปแช่ในน้ำเย็นทันที นำขึ้น แล้วหั่นเป็นเส้นๆ
     5. เติมน้ำใส่ชาม ใส่น้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูลงไป 1 ช้อนชา จากนั้นปอกรากบัวและหั่นเป็นชิ้นหนาประมาณ ¼ นิ้ว นำไปแช่ในน้ำที่เตรียมไว้เพื่อช่วยให้รากบัวไม่เปลี่ยนสีเมื่อถูกอากาศ แล้วนำขึ้นจากน้ำ
     6. หุงข้าวญี่ปุ่น
     7. เทน้ำมันลงบนกระทะ ใช้ไฟกลางผัดแครอท 1 นาที
     8. ใส่เห็ดหอมลง เต้าหู้ รากบัว และเส้น Shirataki ลงไปผัดกับแครอทต่ออีก 1 นาที
     9. เติมน้ำสต๊อกผัก สาเก น้ำตาล และซีอิ๊ว ผัดต่อจนน้ำสต๊อกแห้งและแครอทเริ่มนิ่ม
     10. เทส่วนผสมทั้งหมดที่ผัดได้ใส่กระชอนสะอาด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ
     11. ผสมส่วนผสมจากข้อ 10 กับงาปิ้ง คลุกให้เข้ากัน
     12. เทใส่จาน ตกแต่งหน้าข้าวด้วยพริกหวานปรุงรส ถั่วลันเตา และ Benishoga (ขิงแดง)

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Norecipes

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ตำรับอาหารญี่ปุ่น #7: Chikuzenni

     Chikuzenni (筑前煮) เป็นอาหารญี่ปุ่นที่มีต้นกำเนิดจากภูมิภาคคิวชูตอนเหนือ ทำจากเนื้อไก่และผักต่างๆ ซึ่งเมนูนี้นิยมรับประทานกันในช่วงปีใหม่

     ชื่อเมนู Chikuzenni ถูกตั้งขึ้นตามชื่อจังหวัด Chikuzen ที่ภายหลังกลายมาเป็นจังหวัด Fukuoka สมัยก่อนจะเรียกเมนูนี้ว่า Game-ni (がめ煮) ซึ่งมาจากคำ "Game kuri komu" ที่แปลว่าการเก็บสะสม เพราะการปรุง Chikuzenni ขึ้นมานั้นจะต้องนำวัตถุดิบหลายอย่างมาปรุงเข้าด้วยกัน

     สมัยก่อน ครั้งสงครามการบุกครองเกาหลีของญี่ปุ่น (ค.ศ.1592-1598) เมื่อทหารญี่ปุ่นต้องประจำการอยู่ในเกาหลี พวกเขาจะใช้เนื้อเต่า Dobugame (どぶがめ) มาใช้ปรุงเมนูนี้แทนเนื้อไก่ แล้วเรียกอาหารจานนี้ว่า "Game-ni (がめ煮)" โดยคำว่า Game มาจากชื่อสั้นๆ ของ Dobugame นั่นเอง แต่ปัจจุบันไม่มีการนำเนื้อเต่ามาปรุงอาหารแล้ว และใช้เนื้อไก่แทน

Chikuzenni

ตำรับ Chikuzenni

วัตถุดิบ
     1. เห็ดหอม 8 ต้น
     2. ถั่วลันเตา 8 ฝัก
     3. Konnyaku 1 ก้อน
     4. แครอท 1 หัวใหญ่
     5. หน่อไม้ (ต้มให้สุก แล้วหั่นกว้าง 2 นิ้ว ลึก 1 นิ้ว)
     6. รากบัว 5 ออนซ์ (ต้มให้สุก แล้วหั่นกว้าง 2 นิ้ว)
     7. อกไก่ 1 ชิ้น หรือน่องไก่ 2 ชิ้น (หั่นกว้าง 2 นิ้ว) 
     8. น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
     9. ดะชิ 2½ ถ้วย
     10. น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ
     11. ซีอิ๊ว 5 ช้อนโต๊ะ
     12. สาเก 3 ช้อนโต๊ะ
     13. มิริง 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
     1. ล้างเห็ดหอมด้วยน้ำสะอาดในชาม
     2. ต้มถั่วลันเตาในน้ำ หรือต้มกับดะชิพร้อมโรยเกลือหนึ่งหยิบมือ
     3. หั่น Konnyaku เป็นชิ้นพอดีคำ
     4. หั่นแครอทให้เป็นรูปสวยงาม หนา ½ นิ้ว
     5. เติมน้ำมันลงในหม้อใหญ่ จุดไฟความร้อนปานกลาง เมื่อน้ำมันเริ่มร้อน ให้นำเนื้อไก่ลงทอดจนสุก ตามด้วยรากบัว หน่อไม้ Konnyaku และแครอท
     6. ผัด 2 นาที ใส่เห็ดหอมและดะชิ แล้วปิดฝา ทิ้งไว้ 15-20 นาที จนกระทั่งผักอ่อนตัว
     7. เติมน้ำตาล ซีอิ๊ว สาเก และมิริง จากนั้นผัด แล้วปิดฝาต้มต่ออีก 15-20 นาที
     8. เมื่อครบเวลาแล้วให้นำหม้อลงจากเตา ทิ้งไว้โดยที่ยังปิดฝาสักครู่เพื่อให้เนื้อไก่และผักซึมซับน้ำซุปเข้าไป เสร็จแล้วเสิร์ฟพร้อมโรยหน้าด้วยถั่วลันเตา

Fumiou, Tai Sakura Okiya
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Wikipedia และ Japanesecooking101